เที่ยวสิงคโปร์
โดนถามบ่อย จริงๆ อยู่ที่นี่ ไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรมากมาย แต่แนะนำสำหรับคนที่มาเที่ยว แบ่งโปรแกรมเที่ยว ประมาณนี้
(1 คืน) สำหรับบริเวณเมือง : ไล่ตั้งแต่ Orchard -> Somer Set -> Dhoby Ghaut -> City Hall -> Esplanade -> Marina Bays Sans
Orchard ส่วนใหญ่เดินกันอย่างเดียว ไม่ค่อยได้ซื้ออะไร ไปช่วงเกือบเย็น ถึงเย็นก็ดี แดดไม่ร้อน คนไม่เยอะ จริงๆ ถ้าไม่รีบก็เก็บไว้เดินก็ได้ จาก Orchard สามารถเดินมาได้เรื่อยๆ ผ่านถนนเส้นประวัติศาสตร์ มีตั้งแต่ บ้านประธานาธิปดี พิพิธพันธ์ต่างๆมากมาย ก็จะมาโผล่ City Hall เดินไปเรื่อยๆ ก็จะไปโผล่ Esplanade ได้ ถ้าเป็นเราจะกะให้ไปถึงประมาณ 1 ทุ่ม (เวลาพระอาทิตย์ตก) ขึ้น Esplanade ไปชั้นดาดฟ้า จะเป็นสวน มองเห็นพระอาทิตย์ตกดิน และมีคู่รักมากมายไปยืนจูบกันอยู่บนนั้น (สรุป ตูไปเดินดูคนจูบกัน) พอจูบเสร็จ ก็ลงมาข้างล่าง โชคดีเสาร์อาทิตย์อาจมีการแสดงตรง Esplanade Outdoor Theater จะนั่งฟังเพลงก็ได้ตามสะดวก จากตรงนี้ เมื่อหันหน้าเข้าหา Marina Bays Sans เดินสะพานทางด้านซ้ายข้ามไปตรง Marina Bays Sans แบบเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องรีบ บนสะพานมีที่ถ่ายรูป และให้ยืนจูบกันตามสะดวกเช่นกัน จนกระทั่งถึงข้างหน้า Marina Bays Sans ไปเดินเล่นข้างในได้ แต่ สองทุ่ม หน้า Marina Bays Sans จะมีแสดงไฟชื่อว่า Wonderful เหมาะสำหรับคนไม่มีงบ อยากดูการแสดงฟรี ฮ่าๆ การแสดงสิบห้านาทีเสร็จ ก็เดินเล่นใน MBS ได้ตามสะดวก หรือเดินไล่มาทางซ้ายเรื่อยๆ จะเจอคนที่เค้าเล่าเครื่องบินบังคับกัน สวยดี เหมาะสำหรับมือกล้องชอบถ่ายรูป เดินเลาะตามขอบแม่น้ำมาเรื่อยๆ จะมาโผล่ฝั่งตรงข้าม Marina Bays Sans ที่ตั้งของ Merlion (อ้อมรอบนี้ใหญ่หน่อยนึง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) ถ้ามาโผล่ตรง Merlion ตอนสามทุ่มครึ่ง ก็จะได้ดูโชว์ Wonderful อีกรอบจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งจะได้คนละบรรยากาศกัน (ฝั่งตรงข้ามอารมณ์เห็นแสดง Laser ที่จัด / ฝั่ง MBS เห็นพวก Screen และ Effects แต่ไม่เห็นแสดง Laser)
ขากลับ Esplanade -> Boat Quay -> Clake Quay
ถ้าเหนื่อย นั่ง MRT จากตรงข้างๆ Esplanade กลับที่พัก ถ้ายังไม่เหนื่อย เดินใต้สะพานข้าง Merlion จะไปโผล่ Boat Quay เดินไปเรื่อยๆ ก็จะไปโผล่ Clake Quay (ถ้าเหนื่อย ก็นั่ง MRT กลับ) ตรงนี้เป็นแหล่งนั่ง Drink นั่งชิวตอนกลางคืน ถ้ายังไม่อยากไปไหน
จบหนึ่งวัน น่องปูด น่องโตกันไป....
(1 คืน) สำหรับเกาะ Sentosa (Universal Studio) , Sentosa Broadwalk จริงๆ แล้ว อยู่มา 1 ปี ยังไม่เคยได้เข้า Universal Studio เลย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นเที่ยวกันวันนึง ไหนๆ ก็เข้าไปแล้ว ก็ไปเดินชายหาดเล็กๆ ของสิงคโปร์บนเกาะ Sentosa ก็ได้นะ ถ้าชอบการแสดงแบบ Wonderful ที่นี่มีโชว์ของ Sentosa ชื่อ Song of the sea เสียค่าเข้าประมาณ 30$S (เคยเห็นแต่พลุจากข้างนอก) ไม่มีประสบการณ์ตรง แต่ก็น่าไปดูเหมือนกัน ถ้าอยู่บนเกาะถึงกลางคืน ขาออก เดินออกมา ผ่าน Sentosa Broadwalk ก็ได้บรรยากาศดีนะ เหมาะกับคนมีคู่พาไปเดินควง (อีกแล้ว)
เครื่องเล่นที่ Sentosa ที่อยากเล่น แต่ไม่ได้เล่น เพราะค่าตั๋วแม่มแพงมหาโหดคือ InFly (Indoor Sky driving) ซึ่งเป็นอุโมงค์ลม จำลองสภาพเหมือนโดดร่มจากเครื่องบิน
จริงๆ ที่ผ่านมา ที่รู้สึกชอบเป็นพิเศษ คงจะเป็น Henderson Bridge ที่ไม่มีในหนังสือนำเที่ยว เหมาะสำหรับพาคู่ขึ้นไปเดินควง (อีกแล้ว). ส่วนคอของกิน คงไม่น่าพลาดอาหารแถว Hollland Road ที่มีร้านอร่อยๆ ที่เป็นที่โปรดปรานของสาวงามสิงคโปร์ เช่น PS Cafe (ไอ้วรุณอึ้ง เพราะคนเสริฟนี่หุ่นนางแบบเปะมากๆ) แต่ที่ขึ้นชื่อจริงๆ คือเค้ก ที่อร่อย (แต่สั่งอย่างระมัดระวังนะ เพราะแม่มจานนึง กินแทนข้าวได้มื้อนึงเลย)
Bugis เฉยๆ เหมือนจตุจักรบ้านเรา เวลาเหลือค่อยแวะะมาเดินเล่น, มือกีต้าร์ทั้งหลาย อาจอยากไป Penesulla อยู่ข้างๆ Funan (มีในหนังสือนำเที่ยวทุกเล่ม สำหรับ Funan) เป็นแหล่งเครื่องดนตรี ส่วนคอหนอนหนังสือ ตอนเดินบนถนนเส้นประวัติศาสตร์ มี National Library เป็นตึกสวยงามเป็นทางผ่านก่อนถึง City Hall หรือถ้าไม่มีเวลาแวะ ก็แวะชั้น 3 ตอนอยู่ Esplanade เป็นนักท่องเที่ยวก็เข้าไปดูได้
ถ้าเป็นคอเครื่องเขียน คอศิลป์ ก็แวะ Bras Basah Complex ก่อนถึง City Hall ที่นี่ มีร้านอุปกรณ์ศิลป์ที่อลังการกว่าบ้านเราอยู่เหมือนกัน และก็ยังเป็นแหล่งรวมหนังสือ และเครื่องดนตรีด้วย
สาวๆ ถ้าชอบ Charl & Ketch (สะกดถูกป่าวไม่รู้) มีขายอยู่หลายที่มาก เช่นใน City Link ทางเดินไป Esplanade จาก City Hall ก็มีขาย เพื่อนบอกมาว่า ราคาไม่ต่างกัน แต่มีแบบให้เลือกมากกว่ามาก.
ถ้าชอบชอกโกแลต Royce ก็หาซื้อได้ที่ Marina Bays Sans
ถ้าชอบเสี่ยงดวงก็ มีบ่อน อยู่ที่ Marina Bays Sans และข้างล่าง Sentosa (อย่าลืมพกพาสปอร์ตไปด้วย)
ร้าน Jumbo มีในหนังสือเที่ยวของไทยทุกเล่ม ถ้าจะกิน ต้องโทรไปจองล่วงหน้า คิวเต็มจะอดกิน แม้ว่าจะอยู่หน้าร้านก็ตาม แต่เรากินแล้วก็รู้สึกว่า อาหารทะเล ริมทะเลบ้านเราอร่อยพอกันนะ. ถ้าอยากกิน No Sign Board ตามลายแทง ก็ควรจองล่วงหน้าเหมือนกัน (แต่ไม่เคยกิน)
ถ้าชอบวิ่ง จากสนามบินชางฮี สุดฟาก East มาสุดเกาะฟาก West ระยะทางประมาณ 30 กม. อยากวิ่งก็ตามสะดวก
สุดท้าย... ที่พัก ..... อันนี้ไม่รู้จริงจัง เพราะไม่เคยนอนโรงแรมที่นี่เลย ถ้าหากจะกรุณา เมื่อเที่ยวเสร็จแล้ว ก็มาบอกกันสักนิดว่าพักที่ไหน ราคายังไง สภาพเป็นยังไง เผื่อจะได้บอกคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวได้ถูก
กระเป๋าวันกลับ ฝากที่สนามบินได้ มีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ ถ้าอยาก Checkout จากโรงแรมแล้วไปเดินเที่ยวสะดวกๆ ก็เป้นทางเลือกที่ดี
สุดท้าย (จริงๆ) ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่มาพาเราเที่ยว เวลามาสิงคโปร์ ฮ่าๆๆๆ....
ฟิตเนต
แม้ข้อดีของสิงคโปร์จะเป็นเรื่องการเดินทาง การไปไหนมาไหนที่สะดวก ห้างสรรพสินค้า ศูนย์กีฬาที่ได้วางผังเมืองสร้างไว้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังหาไม่ค่อยได้ ก็คือ พื้นที่ออกกำลังกาย ถ้าหากอยู่ในเมืองแล้วยิ่งมีพื้นที่สีเขียวน้อยลง ทางเลือกที่มีคือ สมัครฟิตเนต
กติกาการสมัครฟิตเนตก็ง่ายๆ ใช้ได้ทุกที่คือ อย่าได้ยื่นบัตรประชาชนให้พนักงานจนกว่าจะติดต่อตกลงราคากันเรียบร้อย ไม่งั้นก็จะต้องเผชิญปัญหาที่พนักงานมักจะเอาโปรโมชั่นมาหลอกล่อว่าเฉพาะผู้ที่ตัดสินใจสมัครตั้งแต่ครั้งแรกเท่านั้น จริงๆ ราคาที่ผมได้มันก็ไม่ได้ถูกลงหรอกนะ เพียงแต่ ก็รู้สึกว่า อย่างนั้น เราไม่ได้ตกเป็นเหยื่อทางโฆษณาชวนเชื่อ โดยที่โดนเร่งให้ตัดสินใจ ทั้งๆที่ บริการมันก็แค่ธุรกิจสำหรับคนออกกำลังกายบริการนึง ที่สำคัญ อย่าเหรอหร๋ามั่นใจว่าจะสมัครแน่นอนออกไป จริงๆ ฟิตเนตมันก็มีพวก บัตรสำหรับให้เข้าไปลองก่อนได้สัปดาห์นึง จะใช้แล้วก็ใช้ให้คุ้มหน่อย เข้าไปลองก่อนก็ได้
ไม่รู้ว่าที่ไทยมันต้องสมัครเป็นรายปีหรือเปล่า แต่ที่นี่ต้องสมัครเป็นรายปี ค่าใช้จ่ายก็แพงมหาโหดใช้ได้ 760$S ต่อปี. (ตก 76$S / เดือน) ต้องสมัครอย่างน้อย 5 ปี ถึงจะเหลือค่าใช้จ่ายประมาณ 50$S. แต่สำหรับ มนุษย์ที่อารมณ์อาร์ตตัวพ่ออย่างเรา อยากจะสมัครเป็นรายเดือนด้วยซ้ำไป ติดเสียแต่ว่า ถ้าต้องทำสัญญาหนึ่งปีอยู่แล้ว จ่ายเป็นรายปีก็ได้ฟะ เพราะว่า มันได้ราคาลดลง 2 เดือน จากจ่าย 12 เดือน เหลือ จ่าย 10 เดือน
ชีวิตมันไม่ได้เศร้าเพียงเท่านั้น ราคาโปรโมชั่นที่บอก ไม่รวม GST 7% (พ่องงงง) สรุปแล้ว ต้องจ่ายไป 850$S. เท่านั้นไม่พอ ล๊อกเกอร์ใช้ได้เป็นรายวัน ถ้าจะเช่าล๊อกเกอร์เก็บของ ต้องจ่ายเพิ่มอีก 150$ ต่อปี (หรือ 20$S ต่อเดือน) ไอ้มะเขือเทศเผาเอ้ยยย.
ตอนเข้าไปวันแรก ก็มี Trainer สอน แล้วก็คุยเล่น (จริงๆ คือคุยเก็บข้อมูล) จบวันแรกเสร็จ ก็มาขาย Personal Trainer ต่อ..... เอิ่ม ดีมาก สรุปเซลพูดอะไรมานี่ เราคิดน้อยไปสินะ เพราะถ้า Sale บอกว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเลย (แปลว่ามีชัวร์) ไอ้นั่นฟรี ไอ้นู้นฟรี (เออ มันก็รวมในราคาที่ต้องจ่ายแล้วแหละ) ยูต้องการ Personal Trainer อันนี้ต้องคิดเพิ่มนะ แต่จริงๆ ก้มี Trainer ส่วนกลาง (แต่แม่มไม่ทำห่านอะไรเลย ยืนดูเฉยๆ)
นึกถึง ศูนย์เยาวชนในหมู่บ้าน... ใช้ฟรี เสีย 20 บาท ใช้ได้ตลอดชีพ (> <). แต่ก็คิดว่า อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพวะ เอาเถอะ 70$ กินข้าวได้ 10 มื้อเอง. ไปสองวันก็สัปดาห์ก็คุ้มแล้ว เพราะปกติ ฟิตเนต Community club บางแห่ง ก็ราคาประมาณ 10$S ต่อครั้ง
สุดท้าย เป็นเรื่องของประกันสุขภาพ กฎหมายไม่อยากให้ธุรกิจแข่งขันกันเรื่องราคา ก็เลยกำหนดราคามาให้เลย Health Plan ที่นี่ อยู่ที่ 400$S ต่อปี เฮือก....คิดแล้วก็ไม่รู้จะสมัครดีไหม แม้บริษัทจะออกให้ครึ่งนึงก็ตามที แต่ก็นึกว่า ถ้าหากต้องไปหาเหมอเฉพาะทาง สวัสดีหมอเฉพาะทางสองครั้งก็ 200$S แล้วนะ ควรจะทำประกันเผื่อมั๊ยนะ!!? แต่ตอนนี้ก็คิดว่า คงไม่ทำ. (แม้ว่าทำงานมา 6 เดือน จะเสียค่าพยาบาลไป 200$S + ไปแล้วก็ตาม ฮา.... )
สุดท้าย ก็มาติดตามดูกันว่าไอ้หนุ่มคนนี้ สุขภาพมันจะดีจนกระทั่งกลับไทยได้มั๊ย....
Singapore Flight No.4
บินมาสิงคโปร์รอบที่สี่ เป็นครั้งแรกที่เป็น Flight ตอนกลางวัน คนก็เยอะอยู่แล้วบวกกับด่าน ตม. ปิดปรับปรุง ผลก็เลย คิวโคดยาว โชคดีพี่ข้างหลังกำลังคุยโทรศัพท์เป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่เดินมาถามว่าใช้พาสปอร์ตไทยหรือเปล่า แล้วก็เรียกไปช่อง Fast Track ที่ปกติจะเป็นพวกคนใหญ่คนโตผ่านด่านกัน
มาถึงรอบนี้ รู้สึกแปลกๆ เล็กๆ (กลับรอบนี้ไป 10 วัน ถึงกลับมาพูดอังกฤษไม่คล่องเลยทีเดียว) ได้เห็นความแตกต่างที่สนามบินอย่างชัดเจนในการระบายคน ตม. ที่สิงคโปร์ ใช้รูดนิ้ว (สำหรับคน Local) ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ผ่านด่าน ขึ้น Sky Train ระหว่าง Terminal ลงใต้ดิน ต่อ MRT ครึ่งชั่วโมงถึงบ้าน สบายแฮ.... อากาศช่วงนี้เย็นสบาย ผลพลอยจากเป็นเกาะกลางทะเล กับ รถที่ไม่เยอะเท่าเมืองกรุง ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์สูตรมากกว่าแท้ๆ
สินค้า ดูไปดูมา ของที่ราคาถูกจริงๆ ของที่นี่คือ กระเป๋าเดินทาง!. เพราะแบบ Carry-On ที่เมืองไทยเดี๋ยวนี้ราคาไม่ต่ำกว่า 1000 แต่ที่นี่ 25$S ก็เริ่มหาซื้อได้แล้ว สินค้า IT ราคาแทบไม่ต่างกัน ส่วนเสื้อผ้าผู้ชาย รู้สึกว่า ผ้าที่นี่ดีกว่าแบบที่ขายที่ไทย แต่ราคาส่วนใหญ่ไม่ต่ำไปกว่า 15$S
คิดไปคิดมา ค่าเดินทางสิงคโปร์ก็พอพอกับไทยนั่นแหละ เพราะนี่ นั่งรถต่อเป็นทอดๆ ถ้านั่งยาวจากสุดเกาะไปสุดเกาะ ก็ยังเพิ่ง 2$S (48THB) ในขณะที่บ้านเรา นั่งรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์ ก็จ่ายสองต่อ ราคาเท่ากันแล้ว สรุปการอยู่สิงคโปร์ที่แพงคือ ค่าที่พักมหาโหด ที่ลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการอยู่นอกเมือง ที่ปัจจุบัน ผู้หญิงหาอยู่ได้ในราคาประมาณ 400$S ขณะที่ผู้ชาย 500$S (เอาแบบอยู่คนเดียวไม่มี Roommate แต่อยู่กับ Landlord นะ)
เจ้าของบ้านที่นี่ชอบหมูแผ่นกรอบบ้านเรามาก เพราะหมูแผ่นที่ขายอยู่ที่นี่เป็นแบบนิ่มๆ เนื้อหนาๆ ไม่กรอบเหมือนบ้านเรา ถึงกับฝากเราซื้อเลยทีเดียว เพราะตอนไปเที่ยว หิ้วกลับมา หมูแผ่นก็หมดไปอย่างรวดเร็ว
กลับบ้านรอบนี้ ซื้อ Linksys SPA3102 มาทำ VoIP Gateway เรียบร้อย เท่านี้ก็ทำให้.... ที่บ้านโทรหาเราได้โดยแค่ยกหูแล้วกด *1. เราโทรหาลูกค้าในไทยได้เหมือนโทรผ่านโทรศัพท์บ้านในไทย. คนในไทยยังโทรเข้าบ้านได้ปกติ สบายแฮ. ตอนนี้ใครอยากโทรหา ก็ขอเบอร์ MouthMun มาโทรหากันได้ฟรี
วันนี้เข้าไปคุยเรื่องหน้าที่ขอบเขตรับผิดชอบ เหมือนว่าจะมีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า เย้ๆๆ จะได้รับขี้มาทำงานเพิ่มให้สนุกสนานแล้ว วู้ววววว
=== จบ ===
Epson TX-121 Profile
Brought from : P@PULAR, Singapore @ 88 $S (inc. GST) 1 Year Warranty (Free Pick-up and Delivery)
Last Issues
- 28 December 2011 Device Power supply problem
Black Ink 73N
- #1 - From 15 October 2011 - 28 February 2012
- #2 - From 28 february 2012 - Present
Color Ink
- #1 - To Present
ภาษีเงินได้
ภาษาเงินได้ของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นสองแบบ แบบที่ 1 คือ Flat-rate อัตราเดียว 15% และ แบบที่ 2 คือภาษีแบบขั้นบันได สองแบบนี้ บังคับใช้ต่างกันอย่างไร
แบบที่ 1 ภาษาอัตรา 15% คงที่ บังคับใช้กับคนที่มาทำงานในสิงคโปร์น้อยกว่า 183 วันครับ (ครึ่งปี) ส่วนแบบที่ 2 คือ ภาษีที่เอาไว้คิดสำหรับ ผู้ที่ทำงานเกิน 183 วันขึ้นไป โดยคิดอัตราเดียวกับคนสิงคโปร์ สูตรดูเหมือนจะง่ายนิดเดียวเท่านั้นเอง ปัญหาคงจะไม่เกิด ถ้าผมไม่ออกจากที่ทำงานแรกก่อน 183 วัน. แล้วที่นี้ถ้าออกก่อนละ จะคำนวณภาษีกันยังไงละทีนี้. เพื่อแก้ข้อสงสัย ก็เลยโทรไปสอบถามที่ IRAS (หน่วยงานที่ดูแลภาษีเงินได้) และก็ได้คำตอบมาดังนี้
ถ้าเรามาท่องเที่ยวก่อนแล้วก็ออกประเทศไป เสร็จแล้วได้งานที่แรกก็เริ่มมาทำ จะคำนวณวันอย่างไร
สำหรับผม ผมมาเที่ยวช่วง 29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011 (จริงๆ ก็คือมาหางานนั่นแหละ) แล้วก็ออกนอกสิงคโปร์วันที่ 27 ก่อนที่จะกลับเข้ามาทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2011. ทาง IRAS ก็ให้คำตอบว่า สำหรับบริษัทแรกนั้น ให้คิดระยะเวลาที่ ตัวอยู่สิงคโปร์ หรือ ทำงานสิงคโปร์ ดังนั้น ในกรณีผม จึงคำนวณได้ว่า ระยะเวลาที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ = ระยะเวลา (29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011) + (1 มิถุนายน 2011 - 31 ตุลาคม 2011) = 213 วัน ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคม 2011 เป็นวันที่ผมจะออกจากบริษัทแรก ดังนั้นเมื่อเกิน 183 วัน ผมจึงได้สิทธิคำนวณภาษีเงินได้แบบ Resident Rate (ภาษีแบบขั้นบันใด ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า)
ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า ระยะเวลาผมมาทำงานเลย แล้วออกก่อน 183 วันละ จะทำอย่างไร?
ในกรณีนี้ เมื่อออกจากบริษัทแรก บริษัทแรกจะต้องทำการเคลียร์ภาษีเงินได้ก่อนเราออกนอกประเทศ ซึ่งการออก จะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เงินเดือนสุดท้ายจะถูก Hold เอาไว้ก่อน จนกว่าทาง IRAS จะตอบบริษัทกลับมาเพื่อทำการหักภาษีเงินได้ดังกล่าวให้เรียบร้อย ถ้าหักภาษีเงินได้ไม่เรียบร้อย จะไม่มีสิทธิออกนอกประเทศ ยกเว้นจะขอหนังสือจาก IRAS มา และเนื่องจากทำงานไม่ครบ 183 วัน ดังนั้น บริษัทแรก จะต้องทำการหักภาษีไว้ 15% ของเงินได้ ซึ่ง เมื่อเรากลับมาเข้าทำงานบริษัทที่สองที่สิงคโปร์ จนนับระยะเวลาอยู่สิงคโปร์ ได้เกิน 183 วัน จึงจะทำเรื่องแจ้งเปลี่ยนสถานะจาก Non-resident -> Resident ได้ โดยใช้เอกสารประกอบคือ สัญญาจ้างงาน และ Employment Pass ของที่ทำงานใหม่ ไปที่สำนักงานของ IRAS ยื่นเอกสารแบบฟอร์ม
ทีนี้ ระหว่างช่วงที่ผมออกจากบริษัทที่ 1 แล้วบินกลับไทย ก่อนจะกลับมาทำงานต่อละ จะคิดวันหรือไม่
ในกรณีนี้ IRAS ให้คำตอบว่า จะคิดจำนวนวันเมื่ออยู่ในระหว่างจ้างงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผมออกนอกประเทศเมื่อหมดสัญญาจ้าง จึงไม่นับวันช่วงที่ไม่อยู่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินได้ เป็นภาษีที่ไม่ขึ้นอยู่กับบริษัท ดังนั้น เมื่อเข้าทำงานบริษัทที่ 2 จำนวนวันก็จะนับต่อไป เป็น จำนวนวันที่ทำงานในสิงคโปร์ ในปีนั้นๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีข้อยกเว้นหน่อยนึง คือ ถ้าสมมุติว่า เราต้องออกจากสิงคโปร์ระหว่างการจ้างงานเป็นระยะเวลามากกว่าสามเดือน ทางสิงคโปร์เองก็จะสั่งให้บริษัทเคลียร์จัดการเรื่องภาษีให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
ชื่นชมว่าการติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านภาษี ให้คำตอบเป็นอย่างดีทั้งทางอีเมล์และทางโทรศัพท์ ไม่มีทำเสี่ยงบ่นหรือเบื่อเลย แม้ว่าจะฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ให้พูดใหม่อยู่หลายครั้ง พูดไม่รู้เรื่องอยู่หลายครั้ง ดังนั้น หากใครมีปัญหาเรื่องภาษี ก็สามารถโทรไปถามได้เลย ส่วนทางอีเมล์ต้องรอคำตอบประมาณ 3-5 วันทำการ) ภาษีแบบขั้นบันได [รายละเอียด]
Resume and CV in my opinion
มาถึงเรื่องของสำคัญที่ใช้ในการสมัครงานการบ้าง ในตอนนี้ จะพูดในมุมมองของผมนะครับ ความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร คงต้องให้คนที่เป็น HR ช่วยเข้ามาให้ความเห็น.
Resume != CV
ความเข้าใจคนทั่วไปคือสองสิ่งนี้เหมือนกัน แต่ภายหลังจากค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ แตกต่างกัน. Resume นั้นใช้สำหรับสรุปประวัติชีวิต จบอะไรมา เคยทำงานที่ไหน จบพอ แค่นั้น เท่าที่ทราบจากเอกสารบางแห่ง Resume จะใช้กับงานสมัครงานสำหรับคนที่จบใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนที่มีประสบการณ์ทำงาน จะใช้ CV ในการสมัครงาน ซึ่ง CV จะเหมือนเรื่องราวว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง
ถ้าพูดให้เข้าใจมากขึ้นคือ CV จะลงรายละเอียดมากกว่า Resume ในขณะที่ Resume ความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า. CV กลับมีความยาวได้มากประมาณ 3-4 หน้า แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ดัชนีที่ชี้วัดถึงสิ่งที่เราทำ ดัชนีความสำเร็จ และ การแปลงความเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งการเขียน CV/Resume และการสัมภาษณ์งาน
ผมทำงานเก่งครับ
คำๆ นี้ ใครๆก็พูดได้ แต่ในมุมมองของคนจ้างงาน คงอยากจะถามว่าไอ้ที่ว่าเก่งหนะ มันเก่งยังไง... ดังนั้น แทนที่จะเขียนว่าทำงานเก่ง ก็เปลี่ยนเป็น งานสามารถส่งมอบตามระยะเวลาที่ได้รับมอบหมาย 99% ในปี 2010
หน้าที่
ผมทำงานเป็น QA หน้าที่คือ การันตีว่าโค้ดที่ส่งออกไปมีคุณภาพ (เอ้า แล้วคำว่าคุณภาพอะ มันเป็นยังไง) ... อาจจะเปลี่ยนใหม่ได้มั๊ยเป็น Technical Support ได้รับรายงานปัญหาความผิดพลาดของโปรแกรมระดับ Crtical ลดลง 45% เทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า
เขียนโปรแกรมอย่างเทพ (เอ้า แล้วมันเทพยังไง) เขียนโปรแกรม โดยไม่พบรายการบักระดับ Critical ภายหลังส่งมอบงานให้ลูกค้า เป้นระยะเวลา 1 ปี
ประสิทธภาพการทำงานดีเยี่ยม (เหรอ แล้วเชื่อได้ไงอะ) -> ผลจากการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน Manager ได้รายงานในระดับ ดีเยี่ยม ในเรื่องความรวดเร็ว เมื่อเทียบกับ 100 คนในตำแหน่งเดียวกัน
ผมประสานงานเก่ง มีประสบการณ์มานาน (เหรอ ประสานงานเก่งยังไงอะ? ) -> ประสานงาน มากกว่า 10 ทีมภายในองค์กร โดยได้รับเสียงข้างมากให้ดูแลปัญหาในขั้นตอนการส่งมอบงาน
ผมทนต่อแรงกดดัน -- Be able to work under pressure ครับ (เหรอ ทนยังไงอะ) -> ภายใต้แรงกดดันในระยะเวลาที่ต้องทำงานให้เสร็จ ผมสามารถส่งมอบงานทันเวลา, สามารถรับสายลูกค้าที่โกรธเมื่อส่งมอบงานช้า ให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้นได้
ตัววัด
ผมเชื่อครับว่า เราต่างเขียนว่าเราทำอะไรบ้าง ในตำแหน่งปัจจุบันที่เราทำ แต่การที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ ผมเองก็เชื่อว่าจะทำให้ CV นั้น มีความน่าสนใจมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะเขียนว่าเราทำอะไรได้บ้าง ลองเปลี่ยนใหม่เป็น ดูว่า สิ่งที่เราทำนั้น มันมีอะไรที่เป็นตัวชี้วัด ว่างานเรามีคุณภาพ แล้วระบุลงไป น่าจะช่วยสร้างลักษณะทางนามธรรมให้เป็นรูปร่างมากขึ้น
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขียนกันอย่างไร แต่ปัจจุบัน ผมจะมี Master CV ฉบับนึง ที่บรรจุสิ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดไว้ ในตำแหน่งต่างๆ เมื่อจะสมัครงานบริษัทใด ก็จะดู Requirement แล้วจึงตัดทุกอย่างออกเหลือเฉพาะ คำพูดที่ตรงกับตำแหน่งงาน ตาม Requirement ที่ HR ได้เขียนเอาไว้
และนี่ก็เป็นเรื่องราวสไตล์การเขียน CV ของผม... ใครมีสไตล์การเขียนแบบอื่นที่แตกต่างอย่างไร หรือมีมุมมองที่แตกต่างไปจากผม อย่าลืมมาแชร์กันนะครับ.
Job Seeking
มีใครหลายคนสงสัยว่าผมเริ่มได้งานที่ิสิงคโปร์ได้ยังไง ทำไมถึงเป็นสิงคโปร์ และถ้าอยากมาทำงานที่นี่บ้างจะต้องทำยังไง และตอนนี้ ผมได้เขียนรายละเอียดไว้ส่วนนึงเกี่ยวกับการหางานที่สิงคโปร์ครับ
เริ่มต้นจากเมื่อช่วงปี 2010 แอร์เอเชียมีแจกตั๋ว 0 บาท ผนวกกับผมเพิ่งมีเพื่อนที่ทำงานที่ิสิงคโปร์แล้วก็รู้สึกงานที่นี่มันน่าสนใจดี ก็เลยจองตั๋วไป-กลับ 1 เดือน โดยกะว่า ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร มีเสียเงินค่าธรรมเนียมไปไม่เท่าไหร่ พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เสียดาย ไหนๆ ก็จองไว้แล้ว ก็เลยต้องลองดูสักหน่อย ตอนมาที่นี่ครั้งแรก บอกตามตรง.... งานไอทีหายากกว่าบ้านเรามากครับ ที่บ้านเมืองเรายังขาดคนทำไอทีมากจริงๆ แค่ลง Resume ไว้ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวก็มีบริษัทโทรมาเชิญไปสัมภาษณ์ แต่ที่สิงคโปร์ไม่ใช่ ที่นี่เป็นเมืองที่มีการแข่งขัน คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาหางานและลงทุนที่นี่
เจ้าของบ้านหลังแรกที่ผมไปพักอาศัยพอดีเจ้าของแกทำงานสาย HR ก็แนะนำผมตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ไปถึงครับว่าให้ส่ง Resume อย่างน้อยวันละ 50 แห่ง (ห๊ะ เว่อร์ป่าว ที่ไทยลงไว้เฉยๆ เองนะ -- ผมคิดในใจ) แต่ยอมรับว่าเดือนนึงที่ไปอยู่สิงคโปร์ แทบจะไม่มีบริษัทเรียกสัมภาษณ์เลยครับ ในแต่ละวันของผม ก็ตื่นมา นั่งไล่ดูเว็บไซต์หางาน 3 แห่งของสิงคโปร์ ที่มีงาน IT ปรากฏมาประมาณ 100 รายการต่อวัน แล้วก็นั่งส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายๆหน่อย ถึงออกมาเที่ยวเล่น
ผมค่อนข้างรู้สึกล้มเหลวว่าเฮ้ย เราก็มีอะไรมาบ้างนะ ทำไมไม่เรียกสัมภาษณ์เลยบ้างวะ.... แต่ก็ยังส่งต่อไป. หลังจากที่คุยกับเพื่อนที่นี่ ก็พบว่า เดือนนึงนั้นโอกาสหางานได้ ยังน้อยเกินไป พี่ที่ทำงานที่นี่หลายคนบอกว่า ต้อง 3-4 เดือนขึ้นไป.
ล้มเหลวกองอยู่ตรงหน้า
- ส่ง Resume ไป 100+ แห่ง แต่มีตอบกลับมาเพียง 2 บริษัท -- นี่เป็นความจริงที่ผมไม่กล้าบอกใครในช่วงแรกครับ ผมรู้สึกล้มเหลวมาก สองบริษัทนี้ บริษัทนึงได้นามบัตรมาจากตอนสัมมนาที่ไทย ดังนั้นเหลือแค่บริษัทเดียวจริงๆ ที่เรียกสัมภาษณ์
- บริษัทนึงที่เรียกสัมภาษณ์ คุยผ่าน Webcast (คือเป็นการสัมภาษณ์โดยที่เรานั่งหน้าคอมเราเอง ที่บ้านเราเอง เปิด Webcam ฝั่งเดียว) สัมภาษณ์. ผมไม่เคยมีประสบการณ์สัมภาษณ์แบบนี้มาก่อน อะไรหลายๆอย่าง ทำให้พลาดไป อย่างไม่น่าแปลกใจ. เวลาอยู่กับคอมฯ ตัวเองการถูกสัมภาษณ์ มันจะเหมือนคุยโทรศัพท์ เราไม่ทันได้วางบุคคลิก ลักษณะท่าทางการพูดเรา รวมถึงเสียงสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย
- อีกบริษัทนึง เรียกสัมภาษณ์ให้ไปที่บริษัท ซึ่งผลก็จบด้วยการส่งจดหมายปฏิเสธกลับมา (ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อในภายหลัง)
- ล้มเหลวในการ Walk-in Interview
- ล้มเหลวในการติดต่อผ่านโทรศัพท์
ผมก็เป็นคนนึงที่กลัวครับ ไม่เคยมาต่างประเทศคนเดียวมาก่อน ยิ่งโทรศัพท์หาคนต่างประเทศยิ่งไม่เคย แต่ผมดันเปรี้ยวครับ คือบินเดี่ยวมาลุยเอาเลย กะว่า ไม่มีคนไทยนี่แหละ จะได้เปิดโอกาสให้เราลุยได้เต็มที่ เอาเข้าจริงๆ ก็ประหม่าอยู่ไม่น้อยครับ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมักจะมาจากความกลัวของเราเอง ทำให้เราไม่กล้าติดต่อไปทางโทรศัพท์เพื่อขอ Walk-in interview (รวมถึงส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อผ่านใครด้วย). ส่วนกรณีของ Walk-in interview ที่ล้มเหลว เพราะว่า บริษัทบางที เค้าไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทไว้ให้เลยครับ
สุดท้าย ผมก็ต้องเริ่ม.... บางครั้ง ก็มีคำพูดของเพื่อนที่เคยล้มแล้วสู้อย่างถึงที่สุด มาเตือนใจผม คนเรา ถ้าลงไปถึงล่างที่สุดแล้ว จะทำอะไร มันก็ไม่มีอะไรต่ำไปกว่านี้แล้ว ก็ต้องลุยกันสักตั้ง
การหางานยาก ทำให้เราต้องทำการบ้านหนักขึ้น จากเดิมที่ไทยแค่ลง Resume ไว้ ก็ต้องเปลี่ยนเทคนิคเป็นเชิงรุก บริษัทไหนที่ลงรับสมัครงานไว้ ผมจะไม่งอแง ส่งผ่าน Quick Apply แต่จะใช้ส่งอีเมล์ไปตามที่อยู่ที่เค้าระบุแทน อีเมล์แต่ละอันจะเขียนรายละเอียดที่บอกอย่างชัดเจนว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับ Requirement บ้าง เราผ่านประสบการณ์อะไรจาก Requirement มาบ้าง (ได้ผลหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตอนนั้นไม่มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์เลย ฮาาาา)
ถูกปฏิเสธ
เมื่อมีอีเมล์เชิญไปสัมภาษณ์ ผมก็ไปสัมภาษณ์ตามนัดครับ เป็นไปได้ด้วยดี ผมมั่นใจว่าผมสามารถแสดงถึงผลงานในอดีตได้ดีพอสมควร แต่เมื่ออีเมล์จากบริษัทส่งกลับมา บอกว่า ขออภัยด้วย เรายังไม่สามารถรับคุณได้ในตอนนี้ ผมก็แอบตกใจครับว่าเกิดอะไรขึ้น....
ผมไม่นิ่งนอนใจครับ ก็อีเมล์กลับไปถามถึงสาเหตุให้แน่นอนว่าเขาปฏิเสธเราเพราะอะไร (ซึ่งคนอื่นๆ หลายๆ คนก็จะแค่ปล่อยมันผ่านไป) แล้วเขาก็อีเมล์กลับมาครับ ว่าจริงๆ แล้วทุกอย่างดี แต่ว่า Director กลับอยากมีตัวเลือกมากกว่านั้นสักหน่อย (สรุปแปลว่า เรายังชวนเชื่อได้ไม่ดีพอ) แต่พอดีว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้จะครบเดือน เขาเลยไม่อยากให้เรารอ จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะทำอะไรต่อไป... ซึ่งสุดท้ายแล้วบริษัทนี้ ก็ตอบรับมาในภายหลังจากผมได้งานไปแล้ว
ผมว่าสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องติดตามครับ ที่นี่ อีเมล์จากบริษัทไหนมา ผมจะตามจิกทุกราย หรือแม้ว่า บริษัทไม่ตอบกลับมาเลย แต่เรายังเห็นโฆษณารับสมัครงานลงซ้ำ ก็ยังส่งอีเมล์ไปบอกอีกทีว่ายังสนใจนะ
สุดท้ายแล้ว ผมก้อโชคดีที่มีคนไทยด้วยกันที่ช่วยส่ง CV จนกระทั่งได้เข้าทำงานที่นี่
=====
ขอข้ามมายังปัจจุบัน.... ปัจจุบัน ผมยังคงลง Profile ไว้ในเว็บรับสมัครงาน แต่น่าแปลกใจว่าช่วงนี้กลับมีบริษัทติดต่อเข้ามาเยอะพอสมควร ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ส่งสมัครที่ไหนไปอีกเลย. ผมคิดว่าประเด็นอาจจะมีสาเหตุดังนี้
- ก่อนหน้านี้ในเว็บสมัครงาน ผมลง Resume เป็น Attached file ซึ่งทำให้ Search Engine คงทำงานได้ไม่ดีพอในฝั่งผู้จ้างงาน นี่เป็นประเด็นที่ผมลืมนึกถึงไป ดังนั้น ถ้าใครสนใจจะหางาน อย่าขี้เกียจ แค่แนบไฟล์ลงระบบ เค้ามีอะไรให้กรอกข้อมูลลงระบบ ก็เหนื่อยกรอกไปสักหน่อยเถอะครับ น่าจะมีโอกาสได้งานมากขึ้น
- Employment Pass (ใบอนุญาตทำงาน) ในขั้นตอนการขอนั้นมีระยะเวลาการรอ ซึ่งบริษัทส่วนมาก พูดง่ายๆว่า ก็ไม่อยากจัดการให้หละ ก็เลยไม่สนพวกที่ยังไม่มี Employment Pass ไปหากินเอากับคนที่มี Employment Pass แล้วดีกว่า เพราะการย้ายงานที่นี่ ขั้นตอนมันง่ายกว่ามาก. ในขั้นตอนขอใบอนุญาตทำงาน นอกจากต้องรอแล้ว ยังมีโอกาสถูก Reject จากกระทรวงแรงงานอีก ทำให้บริษัทไม่อยากลงทุนเหนื่อยสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้
เดี๋ยวก่อน
นี่เป็นประสบการณ์ที่ล้มเหลวนะครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องกลัวเช่นเดียวกับผม เพราะหลายคนก็ได้งานสิงคโปร์ตั้งแต่อยู่ที่ไทย และก็มีบริษัทต้องการตัวเป็นจำนวนมาก แต่ CV ผมในช่วงก่อนสมัครงาน ผมทำเป็น Freelance มาถึง 4 ปี... เรียกว่าไงละ บางทีไม่นับประสบการณ์ด้วยซ้ำไป (ผมเองก็เดาเองเออเองว่า น่าจะเหตุผลนี้ด้วยส่วนนึง) ภาษาอังกฤษ ผมไม่คล่องนะครับ ทุกวันนี้ ยังชี้นิ้วสั่งอาหารอยู่เลย (เพราะคนขายพ่นภาษาจีนมา) ตอนมาใหม่ๆ พูดได้เป็นคำๆ ขนาดทำงานแล้ว เพื่อนที่มาเที่ยว ยังรู้สึกอนาถกับภาษาอังกฤษของผมเลย
สำหรับผม ผมก็กะว่า ถึงเราไม่ได้งาน ก็ยังได้เดินเล่นสิงคโปร์ตั้งนานหละหน่า ค่าใช้จ่ายของผมช่วงหางาน ซึ่งสรุปแล้ว ผมอยู่ทั้งหมดสองเดือน ได้งานตอนกลางเดือนที่สอง ใช้เงินสองเดือน 2000$S (เดือนละ 1000$S แบบเที่ยวแล้วด้วยนะ เอ้า แต่ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินนะ) สุดท้ายแล้ว เงินจำนวนนี้ ถ้าหางานได้ ก็น่าจะคุ้มทุนได้ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน ซึ่งก้อไม่ได้ยาวนานอะไรเลย และนี่ก็เป็นเรื่องราวชีวิตผม ระหว่างเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2011 ครับ.
เอาหละครับ ผมทิ้งท้ายไว้ด้วยช่องทางการหางาน
- JobsDB ประเทศไทย ที่ระบุว่าทำงาน Oversea ที่ Singapore
- JobsDB Singapore
- JobsCentral
- JobStreets
- Monster
- สำหรับงานสาย IT ปกติไม่ค่อยมีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์
ค้นพบความต้องการ
หลังจากค้นคว้าหาห้องมานานสักพักหนึ่ง ก็เริ่มค้นพบความต้องการตัวเองบางประการ
- เราไม่ได้อยากได้ห้องใกล้ MRT ที่สุดเสมอไป แต่อยากได้ห้องที่มีหน้าต่างใหญ่ๆ พอสมควร อยู่บนชั้นสูงๆ หน่อย และอยู่ไกลจากถนนใหญ่
- เราไม่ได้อยากได้ห้องถูกเสมอไป
- เราไม่ได้อยากห้องที่อยู่ใกล้ที่สุด
- เราไม่ได้อยากห้องที่เงียบสงบเกินไป
หาห้องพัก
ไม่ทันไร เวลาก็ผ่านไปอีกเดือนนึงแล้ว. สำหรับเดือนนี้ ใช้เวลาดูห้องพักเป็นส่วนใหญ่ และเนื่องจากที่ทำงานอยู่สถานี Dhoby Ghaut เลยลองหาที่พักที่อยู่ในแนวเส้นรถไฟฟ้าที่เดินทางไปถึงที่นั่นไวไว. ทำเลเหมาะ ประกอบด้วย Bishan, Toa Payoh ทั้งสองแห่งนี้เดินออกมาจะเจอกับสิ่งที่อำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ ร้านขายของชำ ซูเปอร์มาเก็ต สเตเดียม สระว่ายน้ำ ศูนย์บริการชุมชน (Community Service) ซึ่งจะมีพวกคอร์ดแบต หรือพวกกีฬาทั้งหลายอยู่ในนั้น ตึกห้องสมุดชุมชน และธนาคารที่หลากหลาย
น่าเสียดายที่ห้องพักก็ราคาขยับขึ้นมาตามความสะดวกด้วย จากเดิม ถ้าหาห้องพักแถวๆ Hougang ราคา 550 ก็ยังพอมี แต่พอมาที่นี่ ราคาขยับขึ้นมาเป็น 800 ทันที
สำหรับที่สิงคโปร์ แหล่งที่ดูที่พักจะมีอยู่ก็คือในเว็บไซต์ EasyRoommate.com กับ Gumtree.sg ส่วนเว็บไซต์อื่นจะเป็นเว็บไซต์ที่เหล่า Agent มารวมไว้อีกที (เช่น PropertyGuru.com.sg ) ก่อนหน้านี้เราได้ห้องพักจากหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็พบว่า มันก็ไม่ได้ถูกซะทีเดียว รวมถึงจำนวนโฆษณาในแต่ละโซนก็มีจำนวนน้อยกว่า
จริงๆ แล้ว ห้องพักที่นี่ เลือกทำเลที่ใกล้ MRT ก็ล้วนจะดีหมด เพราะผังเมืองได้รวมสิ่งที่อำนวยความสะดวกมาไว้บริเวณ MRT แทบทุกสถานี ประมาณว่า ถ้าต้องโดยสารด้วย MRT ละก็ เมื่อลงจากสถานีก็ซื้อข้าวของกลับเข้าบ้านได้จากข้างล่างสถานีแทบทุกแห่งเลย
การหาผ่าน Agent เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่, Agent ก็จะหาห้องพักให้ โดยแลกกับค่านายหน้าครึ่งราคาของราคาห้อง
สิ่งสำคัญในการเลือกห้องคือ ถ้าคิดว่าพอใจแล้ว ก็เตรียมเงิน เตรียมทำสัญญา ตอนวันที่ดูห้องเลย ช่วงนี้เป็นช่วงที่ อสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์มีไม่พอ ราคาเลยถีบจากช่วงสองสามปีก่อนขึ้นมามากมาย (ดัชชีราคาของ พท. ในแต่ละพื้นที่ อาจดูได้จากหน้า Classify ในหนังสือพิมพ์ มีตารางอ้างอิงไว้ให้)
สัญญา อาจจะต่อรองกับเจ้าของบ้านได้ ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ห้องพักที่ต้องการ เพราะ Requirement เยอะ, อยากได้บ้านที่ทำอาหารได้ สภาพห้องดูสะอาดๆ หน่อย มีหน้าต่าง มองออกจากหน้าต่างให้เห็นอะไรเขียวๆ บ้าง หรือไม่ก็ชั้นสูงๆ ที่รับลมได้เต็มที่ หลังจากบ้านที่แล้วตั้งราคา 1000 ต่อเหลือ 700 แต่ดันเบี้ยว ตอนนี้เลยยังไม่ได้ที่ถูกใจอีก ก็เดินหน้าหากันต่อไป.
Prepare to be the Professional in Singapore
จริงๆ ช่วงมานี่ครั้งแรก ผมได้เขียนเอกสารเก็บไว้ เพราะเห็นว่ามีหลายคนอยากมาสิงคโปร์เหมือนกัน แต่เอกสารนั้นก็ถูกทำลายทิ้งไปเสียก่อน ตอนนี้ คิดว่าจะเขียนบางส่วน ที่จะเป็นประโยชน์กับใครก็ตามที่อยากเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อทำงาน
ทำไมถึงเป็นที่สิงคโปร์
ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของเงิน ที่เมื่อกลับไทยไปแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินไทยได้มากโขอยู่ บ้างก็ว่าจะได้มาเที่ยว (แต่ที่เที่ยวที่นี่ ก็ไม่ได้มากขนาดเที่ยวกันไม่หมดนะ) สำหรับผม ที่นี่ คือจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่มีอะไรหลายๆอย่างผลักดัน ให้มาในเส้นทางนี้
ใครบ้างที่ไม่ควรมาสิงคโปร์
- คนที่เบื่อง่าย - สิงคโปร์ ไม่ใหญ่นัก จริงๆ สถานที่เที่ยวที่นี่ ก็ไม่ได้มีมากนัก คนที่นี่นิยมเดินห้างกันในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจะพบผู้คนเป็นล้านอยู่ในห้าง เหมือนตลาดนัดจตุจักร ถ้าชอบท่องเที่ยวไกลๆ เห็นน้ำตก ภูเขา ทิวทรรศที่แปลกตา ... ที่สิงคโปร์ ไม่มีให้
- คนที่ชอบงานสบาย - ไม่มีให้ ในสิงคโปร์ สิงคโปร์ จริงๆ ติดในสิบอันดับ ที่เจ้านายใช้แรงงานเยี่ยงทาสมากที่สุดในโลก (แต่แหล่งข่าวจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว)
- ชอบอาหารรสจัด - ที่นี่ อาหารจะไม่ค่อยออกรสนัก จริงๆ คือจืดเลยแหละ อาหารแต่ละที่จะคล้ายๆ กัน คือ ประกอบด้วย อาหารอินเดีย มาเลย์ เกาหลี ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ราคาเท่าๆ กันหมด ร้านอาหารหากินไม่ยาก ในแถบที่เป็นโซนที่พัก แฟลต (HDB) มันจะมีศูนย์อาหารอยู่ข้างล่างตึก
- มีความเป็นส่วนตัวสูง - เนื่องจากที่นี่ อะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ถ้าเงินเดือน ยังไม่สูงมากนัก ก็คงนิยมอยู่แบบอยู่รวมกับคนอื่น เช่น แฟลต (HDB) ก็จะมีแบบ ห้องน้ำรวม แต่ห้องนอนแยก, ห้องน้ำในตัว แต่ใช้ครัวเดียวกัน จริงๆ ห้องเดี่ยวก็มี แต่ราคาก็ขยับขึ้นมาเช่นกัน
- ไม่ชอบขนส่งมวลชน - การเดินทางที่นี่ รถเมล์ และ รถไฟฟ้า เป็นหลัก
- ชอบของสด - ผลไม้และอาหารที่นี่ ของสดมี แต่แพงมาก คิดต่อราคา 100 กรัม ผลไม้กระป๋องเลยกลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่ราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ
- ไม่อยากมา - อืม ก็ไม่อยากมา แล้วจะมาทำไมละ จริงมั๊ย
ค่าใช้จ่าย
- ค่าที่พัก ประมาณ 500 - 1000 สำหรับห้องเดี่ยว นอนคนเดียว อาจจะมีแชร์ห้องน้ำ (Common Room) หรือ ห้องน้ำในตัว (Master Room) ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยหลักๆ คือแฟลต (HDB)
- ค่าเดินทาง เที่ยวละ 1-2 $S ~ 100 $S
- ค่ากิน ศูนย์อาหารนอกห้าง 3 - 7 $S ในห้าง 5 - 15 %S
- ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ - บางที่จะรวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว เฉลี่ยประมาณ 50$S ต่อหัว
- ค่า Agent หาบ้าน -- ถ้าให้ Agent หาบ้านให้ เค้าคิดค่าใช้จ่าย ครึ่งนึง ของราคาเช่าบ้าน
- ค่ามัดจำบ้าน -- 1 เดือน เท่ากับค่าเช่า ถ้าเช่าทั้งยูนิต ก็มีน่ามัดจำไฟฟ้า น้ำด้วย อีกประมาณ 500$S
- ค่าสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ถ้าอยู่ HDB กับเจ้าของบ้าน ก็มักจะไม่ต้องซื้ออะไร นอกจากของใช้ส่วนตัว
รายได้
- รายได้ในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน แต่ในระดับ Professional (Q1 Visa) จะเริ่มต้นที่ 2,800 $S (Monthly) ยังไม่หักภาษี
- ภาษี หากทำงานไม่เกิน 183 วัน จะเสียในอัตรา 15% หากอยู่มากกว่านั้น คิดเป็นขั้นบันได (3% เป็นต้นไป)
