ภาษีเงินได้
ภาษาเงินได้ของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นสองแบบ แบบที่ 1 คือ Flat-rate อัตราเดียว 15% และ แบบที่ 2 คือภาษีแบบขั้นบันได สองแบบนี้ บังคับใช้ต่างกันอย่างไร
แบบที่ 1 ภาษาอัตรา 15% คงที่ บังคับใช้กับคนที่มาทำงานในสิงคโปร์น้อยกว่า 183 วันครับ (ครึ่งปี) ส่วนแบบที่ 2 คือ ภาษีที่เอาไว้คิดสำหรับ ผู้ที่ทำงานเกิน 183 วันขึ้นไป โดยคิดอัตราเดียวกับคนสิงคโปร์ สูตรดูเหมือนจะง่ายนิดเดียวเท่านั้นเอง ปัญหาคงจะไม่เกิด ถ้าผมไม่ออกจากที่ทำงานแรกก่อน 183 วัน. แล้วที่นี้ถ้าออกก่อนละ จะคำนวณภาษีกันยังไงละทีนี้. เพื่อแก้ข้อสงสัย ก็เลยโทรไปสอบถามที่ IRAS (หน่วยงานที่ดูแลภาษีเงินได้) และก็ได้คำตอบมาดังนี้
ถ้าเรามาท่องเที่ยวก่อนแล้วก็ออกประเทศไป เสร็จแล้วได้งานที่แรกก็เริ่มมาทำ จะคำนวณวันอย่างไร
สำหรับผม ผมมาเที่ยวช่วง 29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011 (จริงๆ ก็คือมาหางานนั่นแหละ) แล้วก็ออกนอกสิงคโปร์วันที่ 27 ก่อนที่จะกลับเข้ามาทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2011. ทาง IRAS ก็ให้คำตอบว่า สำหรับบริษัทแรกนั้น ให้คิดระยะเวลาที่ ตัวอยู่สิงคโปร์ หรือ ทำงานสิงคโปร์ ดังนั้น ในกรณีผม จึงคำนวณได้ว่า ระยะเวลาที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ = ระยะเวลา (29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011) + (1 มิถุนายน 2011 - 31 ตุลาคม 2011) = 213 วัน ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคม 2011 เป็นวันที่ผมจะออกจากบริษัทแรก ดังนั้นเมื่อเกิน 183 วัน ผมจึงได้สิทธิคำนวณภาษีเงินได้แบบ Resident Rate (ภาษีแบบขั้นบันใด ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า)
ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า ระยะเวลาผมมาทำงานเลย แล้วออกก่อน 183 วันละ จะทำอย่างไร?
ในกรณีนี้ เมื่อออกจากบริษัทแรก บริษัทแรกจะต้องทำการเคลียร์ภาษีเงินได้ก่อนเราออกนอกประเทศ ซึ่งการออก จะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เงินเดือนสุดท้ายจะถูก Hold เอาไว้ก่อน จนกว่าทาง IRAS จะตอบบริษัทกลับมาเพื่อทำการหักภาษีเงินได้ดังกล่าวให้เรียบร้อย ถ้าหักภาษีเงินได้ไม่เรียบร้อย จะไม่มีสิทธิออกนอกประเทศ ยกเว้นจะขอหนังสือจาก IRAS มา และเนื่องจากทำงานไม่ครบ 183 วัน ดังนั้น บริษัทแรก จะต้องทำการหักภาษีไว้ 15% ของเงินได้ ซึ่ง เมื่อเรากลับมาเข้าทำงานบริษัทที่สองที่สิงคโปร์ จนนับระยะเวลาอยู่สิงคโปร์ ได้เกิน 183 วัน จึงจะทำเรื่องแจ้งเปลี่ยนสถานะจาก Non-resident -> Resident ได้ โดยใช้เอกสารประกอบคือ สัญญาจ้างงาน และ Employment Pass ของที่ทำงานใหม่ ไปที่สำนักงานของ IRAS ยื่นเอกสารแบบฟอร์ม
ทีนี้ ระหว่างช่วงที่ผมออกจากบริษัทที่ 1 แล้วบินกลับไทย ก่อนจะกลับมาทำงานต่อละ จะคิดวันหรือไม่
ในกรณีนี้ IRAS ให้คำตอบว่า จะคิดจำนวนวันเมื่ออยู่ในระหว่างจ้างงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผมออกนอกประเทศเมื่อหมดสัญญาจ้าง จึงไม่นับวันช่วงที่ไม่อยู่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินได้ เป็นภาษีที่ไม่ขึ้นอยู่กับบริษัท ดังนั้น เมื่อเข้าทำงานบริษัทที่ 2 จำนวนวันก็จะนับต่อไป เป็น จำนวนวันที่ทำงานในสิงคโปร์ ในปีนั้นๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีข้อยกเว้นหน่อยนึง คือ ถ้าสมมุติว่า เราต้องออกจากสิงคโปร์ระหว่างการจ้างงานเป็นระยะเวลามากกว่าสามเดือน ทางสิงคโปร์เองก็จะสั่งให้บริษัทเคลียร์จัดการเรื่องภาษีให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
ชื่นชมว่าการติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านภาษี ให้คำตอบเป็นอย่างดีทั้งทางอีเมล์และทางโทรศัพท์ ไม่มีทำเสี่ยงบ่นหรือเบื่อเลย แม้ว่าจะฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ให้พูดใหม่อยู่หลายครั้ง พูดไม่รู้เรื่องอยู่หลายครั้ง ดังนั้น หากใครมีปัญหาเรื่องภาษี ก็สามารถโทรไปถามได้เลย ส่วนทางอีเมล์ต้องรอคำตอบประมาณ 3-5 วันทำการ) ภาษีแบบขั้นบันได [รายละเอียด]
Resume and CV in my opinion
มาถึงเรื่องของสำคัญที่ใช้ในการสมัครงานการบ้าง ในตอนนี้ จะพูดในมุมมองของผมนะครับ ความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร คงต้องให้คนที่เป็น HR ช่วยเข้ามาให้ความเห็น.
Resume != CV
ความเข้าใจคนทั่วไปคือสองสิ่งนี้เหมือนกัน แต่ภายหลังจากค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ แตกต่างกัน. Resume นั้นใช้สำหรับสรุปประวัติชีวิต จบอะไรมา เคยทำงานที่ไหน จบพอ แค่นั้น เท่าที่ทราบจากเอกสารบางแห่ง Resume จะใช้กับงานสมัครงานสำหรับคนที่จบใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนที่มีประสบการณ์ทำงาน จะใช้ CV ในการสมัครงาน ซึ่ง CV จะเหมือนเรื่องราวว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง
ถ้าพูดให้เข้าใจมากขึ้นคือ CV จะลงรายละเอียดมากกว่า Resume ในขณะที่ Resume ความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า. CV กลับมีความยาวได้มากประมาณ 3-4 หน้า แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ดัชนีที่ชี้วัดถึงสิ่งที่เราทำ ดัชนีความสำเร็จ และ การแปลงความเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งการเขียน CV/Resume และการสัมภาษณ์งาน
ผมทำงานเก่งครับ
คำๆ นี้ ใครๆก็พูดได้ แต่ในมุมมองของคนจ้างงาน คงอยากจะถามว่าไอ้ที่ว่าเก่งหนะ มันเก่งยังไง... ดังนั้น แทนที่จะเขียนว่าทำงานเก่ง ก็เปลี่ยนเป็น งานสามารถส่งมอบตามระยะเวลาที่ได้รับมอบหมาย 99% ในปี 2010
หน้าที่
ผมทำงานเป็น QA หน้าที่คือ การันตีว่าโค้ดที่ส่งออกไปมีคุณภาพ (เอ้า แล้วคำว่าคุณภาพอะ มันเป็นยังไง) ... อาจจะเปลี่ยนใหม่ได้มั๊ยเป็น Technical Support ได้รับรายงานปัญหาความผิดพลาดของโปรแกรมระดับ Crtical ลดลง 45% เทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า
เขียนโปรแกรมอย่างเทพ (เอ้า แล้วมันเทพยังไง) เขียนโปรแกรม โดยไม่พบรายการบักระดับ Critical ภายหลังส่งมอบงานให้ลูกค้า เป้นระยะเวลา 1 ปี
ประสิทธภาพการทำงานดีเยี่ยม (เหรอ แล้วเชื่อได้ไงอะ) -> ผลจากการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน Manager ได้รายงานในระดับ ดีเยี่ยม ในเรื่องความรวดเร็ว เมื่อเทียบกับ 100 คนในตำแหน่งเดียวกัน
ผมประสานงานเก่ง มีประสบการณ์มานาน (เหรอ ประสานงานเก่งยังไงอะ? ) -> ประสานงาน มากกว่า 10 ทีมภายในองค์กร โดยได้รับเสียงข้างมากให้ดูแลปัญหาในขั้นตอนการส่งมอบงาน
ผมทนต่อแรงกดดัน -- Be able to work under pressure ครับ (เหรอ ทนยังไงอะ) -> ภายใต้แรงกดดันในระยะเวลาที่ต้องทำงานให้เสร็จ ผมสามารถส่งมอบงานทันเวลา, สามารถรับสายลูกค้าที่โกรธเมื่อส่งมอบงานช้า ให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้นได้
ตัววัด
ผมเชื่อครับว่า เราต่างเขียนว่าเราทำอะไรบ้าง ในตำแหน่งปัจจุบันที่เราทำ แต่การที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ ผมเองก็เชื่อว่าจะทำให้ CV นั้น มีความน่าสนใจมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะเขียนว่าเราทำอะไรได้บ้าง ลองเปลี่ยนใหม่เป็น ดูว่า สิ่งที่เราทำนั้น มันมีอะไรที่เป็นตัวชี้วัด ว่างานเรามีคุณภาพ แล้วระบุลงไป น่าจะช่วยสร้างลักษณะทางนามธรรมให้เป็นรูปร่างมากขึ้น
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขียนกันอย่างไร แต่ปัจจุบัน ผมจะมี Master CV ฉบับนึง ที่บรรจุสิ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดไว้ ในตำแหน่งต่างๆ เมื่อจะสมัครงานบริษัทใด ก็จะดู Requirement แล้วจึงตัดทุกอย่างออกเหลือเฉพาะ คำพูดที่ตรงกับตำแหน่งงาน ตาม Requirement ที่ HR ได้เขียนเอาไว้
และนี่ก็เป็นเรื่องราวสไตล์การเขียน CV ของผม... ใครมีสไตล์การเขียนแบบอื่นที่แตกต่างอย่างไร หรือมีมุมมองที่แตกต่างไปจากผม อย่าลืมมาแชร์กันนะครับ.
Job Seeking
มีใครหลายคนสงสัยว่าผมเริ่มได้งานที่ิสิงคโปร์ได้ยังไง ทำไมถึงเป็นสิงคโปร์ และถ้าอยากมาทำงานที่นี่บ้างจะต้องทำยังไง และตอนนี้ ผมได้เขียนรายละเอียดไว้ส่วนนึงเกี่ยวกับการหางานที่สิงคโปร์ครับ
เริ่มต้นจากเมื่อช่วงปี 2010 แอร์เอเชียมีแจกตั๋ว 0 บาท ผนวกกับผมเพิ่งมีเพื่อนที่ทำงานที่ิสิงคโปร์แล้วก็รู้สึกงานที่นี่มันน่าสนใจดี ก็เลยจองตั๋วไป-กลับ 1 เดือน โดยกะว่า ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร มีเสียเงินค่าธรรมเนียมไปไม่เท่าไหร่ พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เสียดาย ไหนๆ ก็จองไว้แล้ว ก็เลยต้องลองดูสักหน่อย ตอนมาที่นี่ครั้งแรก บอกตามตรง.... งานไอทีหายากกว่าบ้านเรามากครับ ที่บ้านเมืองเรายังขาดคนทำไอทีมากจริงๆ แค่ลง Resume ไว้ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวก็มีบริษัทโทรมาเชิญไปสัมภาษณ์ แต่ที่สิงคโปร์ไม่ใช่ ที่นี่เป็นเมืองที่มีการแข่งขัน คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาหางานและลงทุนที่นี่
เจ้าของบ้านหลังแรกที่ผมไปพักอาศัยพอดีเจ้าของแกทำงานสาย HR ก็แนะนำผมตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ไปถึงครับว่าให้ส่ง Resume อย่างน้อยวันละ 50 แห่ง (ห๊ะ เว่อร์ป่าว ที่ไทยลงไว้เฉยๆ เองนะ -- ผมคิดในใจ) แต่ยอมรับว่าเดือนนึงที่ไปอยู่สิงคโปร์ แทบจะไม่มีบริษัทเรียกสัมภาษณ์เลยครับ ในแต่ละวันของผม ก็ตื่นมา นั่งไล่ดูเว็บไซต์หางาน 3 แห่งของสิงคโปร์ ที่มีงาน IT ปรากฏมาประมาณ 100 รายการต่อวัน แล้วก็นั่งส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายๆหน่อย ถึงออกมาเที่ยวเล่น
ผมค่อนข้างรู้สึกล้มเหลวว่าเฮ้ย เราก็มีอะไรมาบ้างนะ ทำไมไม่เรียกสัมภาษณ์เลยบ้างวะ.... แต่ก็ยังส่งต่อไป. หลังจากที่คุยกับเพื่อนที่นี่ ก็พบว่า เดือนนึงนั้นโอกาสหางานได้ ยังน้อยเกินไป พี่ที่ทำงานที่นี่หลายคนบอกว่า ต้อง 3-4 เดือนขึ้นไป.
ล้มเหลวกองอยู่ตรงหน้า
- ส่ง Resume ไป 100+ แห่ง แต่มีตอบกลับมาเพียง 2 บริษัท -- นี่เป็นความจริงที่ผมไม่กล้าบอกใครในช่วงแรกครับ ผมรู้สึกล้มเหลวมาก สองบริษัทนี้ บริษัทนึงได้นามบัตรมาจากตอนสัมมนาที่ไทย ดังนั้นเหลือแค่บริษัทเดียวจริงๆ ที่เรียกสัมภาษณ์
- บริษัทนึงที่เรียกสัมภาษณ์ คุยผ่าน Webcast (คือเป็นการสัมภาษณ์โดยที่เรานั่งหน้าคอมเราเอง ที่บ้านเราเอง เปิด Webcam ฝั่งเดียว) สัมภาษณ์. ผมไม่เคยมีประสบการณ์สัมภาษณ์แบบนี้มาก่อน อะไรหลายๆอย่าง ทำให้พลาดไป อย่างไม่น่าแปลกใจ. เวลาอยู่กับคอมฯ ตัวเองการถูกสัมภาษณ์ มันจะเหมือนคุยโทรศัพท์ เราไม่ทันได้วางบุคคลิก ลักษณะท่าทางการพูดเรา รวมถึงเสียงสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย
- อีกบริษัทนึง เรียกสัมภาษณ์ให้ไปที่บริษัท ซึ่งผลก็จบด้วยการส่งจดหมายปฏิเสธกลับมา (ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อในภายหลัง)
- ล้มเหลวในการ Walk-in Interview
- ล้มเหลวในการติดต่อผ่านโทรศัพท์
ผมก็เป็นคนนึงที่กลัวครับ ไม่เคยมาต่างประเทศคนเดียวมาก่อน ยิ่งโทรศัพท์หาคนต่างประเทศยิ่งไม่เคย แต่ผมดันเปรี้ยวครับ คือบินเดี่ยวมาลุยเอาเลย กะว่า ไม่มีคนไทยนี่แหละ จะได้เปิดโอกาสให้เราลุยได้เต็มที่ เอาเข้าจริงๆ ก็ประหม่าอยู่ไม่น้อยครับ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมักจะมาจากความกลัวของเราเอง ทำให้เราไม่กล้าติดต่อไปทางโทรศัพท์เพื่อขอ Walk-in interview (รวมถึงส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อผ่านใครด้วย). ส่วนกรณีของ Walk-in interview ที่ล้มเหลว เพราะว่า บริษัทบางที เค้าไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทไว้ให้เลยครับ
สุดท้าย ผมก็ต้องเริ่ม.... บางครั้ง ก็มีคำพูดของเพื่อนที่เคยล้มแล้วสู้อย่างถึงที่สุด มาเตือนใจผม คนเรา ถ้าลงไปถึงล่างที่สุดแล้ว จะทำอะไร มันก็ไม่มีอะไรต่ำไปกว่านี้แล้ว ก็ต้องลุยกันสักตั้ง
การหางานยาก ทำให้เราต้องทำการบ้านหนักขึ้น จากเดิมที่ไทยแค่ลง Resume ไว้ ก็ต้องเปลี่ยนเทคนิคเป็นเชิงรุก บริษัทไหนที่ลงรับสมัครงานไว้ ผมจะไม่งอแง ส่งผ่าน Quick Apply แต่จะใช้ส่งอีเมล์ไปตามที่อยู่ที่เค้าระบุแทน อีเมล์แต่ละอันจะเขียนรายละเอียดที่บอกอย่างชัดเจนว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับ Requirement บ้าง เราผ่านประสบการณ์อะไรจาก Requirement มาบ้าง (ได้ผลหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตอนนั้นไม่มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์เลย ฮาาาา)
ถูกปฏิเสธ
เมื่อมีอีเมล์เชิญไปสัมภาษณ์ ผมก็ไปสัมภาษณ์ตามนัดครับ เป็นไปได้ด้วยดี ผมมั่นใจว่าผมสามารถแสดงถึงผลงานในอดีตได้ดีพอสมควร แต่เมื่ออีเมล์จากบริษัทส่งกลับมา บอกว่า ขออภัยด้วย เรายังไม่สามารถรับคุณได้ในตอนนี้ ผมก็แอบตกใจครับว่าเกิดอะไรขึ้น....
ผมไม่นิ่งนอนใจครับ ก็อีเมล์กลับไปถามถึงสาเหตุให้แน่นอนว่าเขาปฏิเสธเราเพราะอะไร (ซึ่งคนอื่นๆ หลายๆ คนก็จะแค่ปล่อยมันผ่านไป) แล้วเขาก็อีเมล์กลับมาครับ ว่าจริงๆ แล้วทุกอย่างดี แต่ว่า Director กลับอยากมีตัวเลือกมากกว่านั้นสักหน่อย (สรุปแปลว่า เรายังชวนเชื่อได้ไม่ดีพอ) แต่พอดีว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้จะครบเดือน เขาเลยไม่อยากให้เรารอ จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะทำอะไรต่อไป... ซึ่งสุดท้ายแล้วบริษัทนี้ ก็ตอบรับมาในภายหลังจากผมได้งานไปแล้ว
ผมว่าสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องติดตามครับ ที่นี่ อีเมล์จากบริษัทไหนมา ผมจะตามจิกทุกราย หรือแม้ว่า บริษัทไม่ตอบกลับมาเลย แต่เรายังเห็นโฆษณารับสมัครงานลงซ้ำ ก็ยังส่งอีเมล์ไปบอกอีกทีว่ายังสนใจนะ
สุดท้ายแล้ว ผมก้อโชคดีที่มีคนไทยด้วยกันที่ช่วยส่ง CV จนกระทั่งได้เข้าทำงานที่นี่
=====
ขอข้ามมายังปัจจุบัน.... ปัจจุบัน ผมยังคงลง Profile ไว้ในเว็บรับสมัครงาน แต่น่าแปลกใจว่าช่วงนี้กลับมีบริษัทติดต่อเข้ามาเยอะพอสมควร ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ส่งสมัครที่ไหนไปอีกเลย. ผมคิดว่าประเด็นอาจจะมีสาเหตุดังนี้
- ก่อนหน้านี้ในเว็บสมัครงาน ผมลง Resume เป็น Attached file ซึ่งทำให้ Search Engine คงทำงานได้ไม่ดีพอในฝั่งผู้จ้างงาน นี่เป็นประเด็นที่ผมลืมนึกถึงไป ดังนั้น ถ้าใครสนใจจะหางาน อย่าขี้เกียจ แค่แนบไฟล์ลงระบบ เค้ามีอะไรให้กรอกข้อมูลลงระบบ ก็เหนื่อยกรอกไปสักหน่อยเถอะครับ น่าจะมีโอกาสได้งานมากขึ้น
- Employment Pass (ใบอนุญาตทำงาน) ในขั้นตอนการขอนั้นมีระยะเวลาการรอ ซึ่งบริษัทส่วนมาก พูดง่ายๆว่า ก็ไม่อยากจัดการให้หละ ก็เลยไม่สนพวกที่ยังไม่มี Employment Pass ไปหากินเอากับคนที่มี Employment Pass แล้วดีกว่า เพราะการย้ายงานที่นี่ ขั้นตอนมันง่ายกว่ามาก. ในขั้นตอนขอใบอนุญาตทำงาน นอกจากต้องรอแล้ว ยังมีโอกาสถูก Reject จากกระทรวงแรงงานอีก ทำให้บริษัทไม่อยากลงทุนเหนื่อยสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้
เดี๋ยวก่อน
นี่เป็นประสบการณ์ที่ล้มเหลวนะครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องกลัวเช่นเดียวกับผม เพราะหลายคนก็ได้งานสิงคโปร์ตั้งแต่อยู่ที่ไทย และก็มีบริษัทต้องการตัวเป็นจำนวนมาก แต่ CV ผมในช่วงก่อนสมัครงาน ผมทำเป็น Freelance มาถึง 4 ปี... เรียกว่าไงละ บางทีไม่นับประสบการณ์ด้วยซ้ำไป (ผมเองก็เดาเองเออเองว่า น่าจะเหตุผลนี้ด้วยส่วนนึง) ภาษาอังกฤษ ผมไม่คล่องนะครับ ทุกวันนี้ ยังชี้นิ้วสั่งอาหารอยู่เลย (เพราะคนขายพ่นภาษาจีนมา) ตอนมาใหม่ๆ พูดได้เป็นคำๆ ขนาดทำงานแล้ว เพื่อนที่มาเที่ยว ยังรู้สึกอนาถกับภาษาอังกฤษของผมเลย
สำหรับผม ผมก็กะว่า ถึงเราไม่ได้งาน ก็ยังได้เดินเล่นสิงคโปร์ตั้งนานหละหน่า ค่าใช้จ่ายของผมช่วงหางาน ซึ่งสรุปแล้ว ผมอยู่ทั้งหมดสองเดือน ได้งานตอนกลางเดือนที่สอง ใช้เงินสองเดือน 2000$S (เดือนละ 1000$S แบบเที่ยวแล้วด้วยนะ เอ้า แต่ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินนะ) สุดท้ายแล้ว เงินจำนวนนี้ ถ้าหางานได้ ก็น่าจะคุ้มทุนได้ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน ซึ่งก้อไม่ได้ยาวนานอะไรเลย และนี่ก็เป็นเรื่องราวชีวิตผม ระหว่างเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2011 ครับ.
เอาหละครับ ผมทิ้งท้ายไว้ด้วยช่องทางการหางาน
- JobsDB ประเทศไทย ที่ระบุว่าทำงาน Oversea ที่ Singapore
- JobsDB Singapore
- JobsCentral
- JobStreets
- Monster
- สำหรับงานสาย IT ปกติไม่ค่อยมีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์