Scalopus+ abnormal in the daily

ภาษีเงินได้

Posted on October 13, 2011

ภาษาเงินได้ของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นสองแบบ แบบที่ 1 คือ Flat-rate อัตราเดียว 15% และ แบบที่ 2 คือภาษีแบบขั้นบันได สองแบบนี้ บังคับใช้ต่างกันอย่างไร

แบบที่ 1 ภาษาอัตรา 15% คงที่ บังคับใช้กับคนที่มาทำงานในสิงคโปร์น้อยกว่า 183 วันครับ (ครึ่งปี) ส่วนแบบที่ 2 คือ ภาษีที่เอาไว้คิดสำหรับ ผู้ที่ทำงานเกิน 183 วันขึ้นไป โดยคิดอัตราเดียวกับคนสิงคโปร์ สูตรดูเหมือนจะง่ายนิดเดียวเท่านั้นเอง ปัญหาคงจะไม่เกิด ถ้าผมไม่ออกจากที่ทำงานแรกก่อน 183 วัน. แล้วที่นี้ถ้าออกก่อนละ จะคำนวณภาษีกันยังไงละทีนี้. เพื่อแก้ข้อสงสัย ก็เลยโทรไปสอบถามที่ IRAS (หน่วยงานที่ดูแลภาษีเงินได้) และก็ได้คำตอบมาดังนี้

ถ้าเรามาท่องเที่ยวก่อนแล้วก็ออกประเทศไป เสร็จแล้วได้งานที่แรกก็เริ่มมาทำ จะคำนวณวันอย่างไร

สำหรับผม ผมมาเที่ยวช่วง 29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011 (จริงๆ ก็คือมาหางานนั่นแหละ) แล้วก็ออกนอกสิงคโปร์วันที่ 27 ก่อนที่จะกลับเข้ามาทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2011. ทาง IRAS ก็ให้คำตอบว่า สำหรับบริษัทแรกนั้น ให้คิดระยะเวลาที่ ตัวอยู่สิงคโปร์ หรือ ทำงานสิงคโปร์ ดังนั้น ในกรณีผม จึงคำนวณได้ว่า ระยะเวลาที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ = ระยะเวลา (29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011) + (1 มิถุนายน 2011 - 31 ตุลาคม 2011) = 213 วัน ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคม 2011 เป็นวันที่ผมจะออกจากบริษัทแรก ดังนั้นเมื่อเกิน 183 วัน ผมจึงได้สิทธิคำนวณภาษีเงินได้แบบ Resident Rate (ภาษีแบบขั้นบันใด ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า)

ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า ระยะเวลาผมมาทำงานเลย แล้วออกก่อน 183 วันละ จะทำอย่างไร?

ในกรณีนี้ เมื่อออกจากบริษัทแรก บริษัทแรกจะต้องทำการเคลียร์ภาษีเงินได้ก่อนเราออกนอกประเทศ ซึ่งการออก จะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เงินเดือนสุดท้ายจะถูก Hold เอาไว้ก่อน จนกว่าทาง IRAS จะตอบบริษัทกลับมาเพื่อทำการหักภาษีเงินได้ดังกล่าวให้เรียบร้อย ถ้าหักภาษีเงินได้ไม่เรียบร้อย จะไม่มีสิทธิออกนอกประเทศ ยกเว้นจะขอหนังสือจาก IRAS มา และเนื่องจากทำงานไม่ครบ 183 วัน ดังนั้น บริษัทแรก จะต้องทำการหักภาษีไว้ 15% ของเงินได้ ซึ่ง เมื่อเรากลับมาเข้าทำงานบริษัทที่สองที่สิงคโปร์ จนนับระยะเวลาอยู่สิงคโปร์ ได้เกิน 183 วัน จึงจะทำเรื่องแจ้งเปลี่ยนสถานะจาก Non-resident -> Resident ได้ โดยใช้เอกสารประกอบคือ สัญญาจ้างงาน และ Employment Pass ของที่ทำงานใหม่ ไปที่สำนักงานของ IRAS ยื่นเอกสารแบบฟอร์ม

ทีนี้ ระหว่างช่วงที่ผมออกจากบริษัทที่ 1 แล้วบินกลับไทย ก่อนจะกลับมาทำงานต่อละ จะคิดวันหรือไม่

ในกรณีนี้ IRAS ให้คำตอบว่า จะคิดจำนวนวันเมื่ออยู่ในระหว่างจ้างงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผมออกนอกประเทศเมื่อหมดสัญญาจ้าง จึงไม่นับวันช่วงที่ไม่อยู่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินได้ เป็นภาษีที่ไม่ขึ้นอยู่กับบริษัท ดังนั้น เมื่อเข้าทำงานบริษัทที่ 2 จำนวนวันก็จะนับต่อไป เป็น จำนวนวันที่ทำงานในสิงคโปร์ ในปีนั้นๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีข้อยกเว้นหน่อยนึง คือ ถ้าสมมุติว่า เราต้องออกจากสิงคโปร์ระหว่างการจ้างงานเป็นระยะเวลามากกว่าสามเดือน ทางสิงคโปร์เองก็จะสั่งให้บริษัทเคลียร์จัดการเรื่องภาษีให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน

 

ชื่นชมว่าการติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านภาษี ให้คำตอบเป็นอย่างดีทั้งทางอีเมล์และทางโทรศัพท์ ไม่มีทำเสี่ยงบ่นหรือเบื่อเลย แม้ว่าจะฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ให้พูดใหม่อยู่หลายครั้ง พูดไม่รู้เรื่องอยู่หลายครั้ง ดังนั้น หากใครมีปัญหาเรื่องภาษี ก็สามารถโทรไปถามได้เลย ส่วนทางอีเมล์ต้องรอคำตอบประมาณ 3-5 วันทำการ) ภาษีแบบขั้นบันได [รายละเอียด]

Filed under: Singapore, Work 1 Comment

Job Seeking

Posted on October 7, 2011

มีใครหลายคนสงสัยว่าผมเริ่มได้งานที่ิสิงคโปร์ได้ยังไง ทำไมถึงเป็นสิงคโปร์ และถ้าอยากมาทำงานที่นี่บ้างจะต้องทำยังไง และตอนนี้ ผมได้เขียนรายละเอียดไว้ส่วนนึงเกี่ยวกับการหางานที่สิงคโปร์ครับ

เริ่มต้นจากเมื่อช่วงปี 2010 แอร์เอเชียมีแจกตั๋ว 0 บาท ผนวกกับผมเพิ่งมีเพื่อนที่ทำงานที่ิสิงคโปร์แล้วก็รู้สึกงานที่นี่มันน่าสนใจดี ก็เลยจองตั๋วไป-กลับ 1 เดือน โดยกะว่า ถ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร มีเสียเงินค่าธรรมเนียมไปไม่เท่าไหร่ พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เสียดาย ไหนๆ ก็จองไว้แล้ว ก็เลยต้องลองดูสักหน่อย ตอนมาที่นี่ครั้งแรก บอกตามตรง.... งานไอทีหายากกว่าบ้านเรามากครับ ที่บ้านเมืองเรายังขาดคนทำไอทีมากจริงๆ แค่ลง Resume ไว้ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวก็มีบริษัทโทรมาเชิญไปสัมภาษณ์ แต่ที่สิงคโปร์ไม่ใช่ ที่นี่เป็นเมืองที่มีการแข่งขัน คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาหางานและลงทุนที่นี่

เจ้าของบ้านหลังแรกที่ผมไปพักอาศัยพอดีเจ้าของแกทำงานสาย HR ก็แนะนำผมตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ไปถึงครับว่าให้ส่ง Resume อย่างน้อยวันละ 50 แห่ง (ห๊ะ เว่อร์ป่าว ที่ไทยลงไว้เฉยๆ เองนะ -- ผมคิดในใจ) แต่ยอมรับว่าเดือนนึงที่ไปอยู่สิงคโปร์ แทบจะไม่มีบริษัทเรียกสัมภาษณ์เลยครับ ในแต่ละวันของผม ก็ตื่นมา นั่งไล่ดูเว็บไซต์หางาน 3 แห่งของสิงคโปร์ ที่มีงาน IT ปรากฏมาประมาณ 100 รายการต่อวัน แล้วก็นั่งส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายๆหน่อย ถึงออกมาเที่ยวเล่น

ผมค่อนข้างรู้สึกล้มเหลวว่าเฮ้ย เราก็มีอะไรมาบ้างนะ ทำไมไม่เรียกสัมภาษณ์เลยบ้างวะ.... แต่ก็ยังส่งต่อไป. หลังจากที่คุยกับเพื่อนที่นี่ ก็พบว่า เดือนนึงนั้นโอกาสหางานได้ ยังน้อยเกินไป พี่ที่ทำงานที่นี่หลายคนบอกว่า ต้อง 3-4 เดือนขึ้นไป.

ล้มเหลวกองอยู่ตรงหน้า

  • ส่ง Resume ไป 100+ แห่ง แต่มีตอบกลับมาเพียง 2 บริษัท -- นี่เป็นความจริงที่ผมไม่กล้าบอกใครในช่วงแรกครับ ผมรู้สึกล้มเหลวมาก สองบริษัทนี้ บริษัทนึงได้นามบัตรมาจากตอนสัมมนาที่ไทย ดังนั้นเหลือแค่บริษัทเดียวจริงๆ ที่เรียกสัมภาษณ์
  • บริษัทนึงที่เรียกสัมภาษณ์ คุยผ่าน Webcast (คือเป็นการสัมภาษณ์โดยที่เรานั่งหน้าคอมเราเอง ที่บ้านเราเอง เปิด Webcam ฝั่งเดียว) สัมภาษณ์. ผมไม่เคยมีประสบการณ์สัมภาษณ์แบบนี้มาก่อน อะไรหลายๆอย่าง ทำให้พลาดไป อย่างไม่น่าแปลกใจ. เวลาอยู่กับคอมฯ ตัวเองการถูกสัมภาษณ์ มันจะเหมือนคุยโทรศัพท์ เราไม่ทันได้วางบุคคลิก ลักษณะท่าทางการพูดเรา รวมถึงเสียงสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย
  • อีกบริษัทนึง เรียกสัมภาษณ์ให้ไปที่บริษัท ซึ่งผลก็จบด้วยการส่งจดหมายปฏิเสธกลับมา (ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อในภายหลัง)
  • ล้มเหลวในการ Walk-in Interview
  • ล้มเหลวในการติดต่อผ่านโทรศัพท์

ผมก็เป็นคนนึงที่กลัวครับ ไม่เคยมาต่างประเทศคนเดียวมาก่อน ยิ่งโทรศัพท์หาคนต่างประเทศยิ่งไม่เคย แต่ผมดันเปรี้ยวครับ คือบินเดี่ยวมาลุยเอาเลย กะว่า ไม่มีคนไทยนี่แหละ จะได้เปิดโอกาสให้เราลุยได้เต็มที่ เอาเข้าจริงๆ ก็ประหม่าอยู่ไม่น้อยครับ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมักจะมาจากความกลัวของเราเอง ทำให้เราไม่กล้าติดต่อไปทางโทรศัพท์เพื่อขอ Walk-in interview (รวมถึงส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อผ่านใครด้วย). ส่วนกรณีของ Walk-in interview ที่ล้มเหลว เพราะว่า บริษัทบางที เค้าไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทไว้ให้เลยครับ

สุดท้าย ผมก็ต้องเริ่ม.... บางครั้ง ก็มีคำพูดของเพื่อนที่เคยล้มแล้วสู้อย่างถึงที่สุด มาเตือนใจผม คนเรา ถ้าลงไปถึงล่างที่สุดแล้ว จะทำอะไร มันก็ไม่มีอะไรต่ำไปกว่านี้แล้ว ก็ต้องลุยกันสักตั้ง

อีเมล์หางาน

การหางานยาก ทำให้เราต้องทำการบ้านหนักขึ้น จากเดิมที่ไทยแค่ลง Resume ไว้ ก็ต้องเปลี่ยนเทคนิคเป็นเชิงรุก บริษัทไหนที่ลงรับสมัครงานไว้ ผมจะไม่งอแง ส่งผ่าน Quick Apply แต่จะใช้ส่งอีเมล์ไปตามที่อยู่ที่เค้าระบุแทน อีเมล์แต่ละอันจะเขียนรายละเอียดที่บอกอย่างชัดเจนว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับ Requirement บ้าง เราผ่านประสบการณ์อะไรจาก Requirement มาบ้าง (ได้ผลหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตอนนั้นไม่มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์เลย ฮาาาา)

ถูกปฏิเสธ

เมื่อมีอีเมล์เชิญไปสัมภาษณ์ ผมก็ไปสัมภาษณ์ตามนัดครับ เป็นไปได้ด้วยดี ผมมั่นใจว่าผมสามารถแสดงถึงผลงานในอดีตได้ดีพอสมควร แต่เมื่ออีเมล์จากบริษัทส่งกลับมา บอกว่า ขออภัยด้วย เรายังไม่สามารถรับคุณได้ในตอนนี้ ผมก็แอบตกใจครับว่าเกิดอะไรขึ้น....

ผมไม่นิ่งนอนใจครับ ก็อีเมล์กลับไปถามถึงสาเหตุให้แน่นอนว่าเขาปฏิเสธเราเพราะอะไร (ซึ่งคนอื่นๆ หลายๆ คนก็จะแค่ปล่อยมันผ่านไป) แล้วเขาก็อีเมล์กลับมาครับ ว่าจริงๆ แล้วทุกอย่างดี แต่ว่า Director กลับอยากมีตัวเลือกมากกว่านั้นสักหน่อย (สรุปแปลว่า เรายังชวนเชื่อได้ไม่ดีพอ) แต่พอดีว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใกล้จะครบเดือน เขาเลยไม่อยากให้เรารอ จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะทำอะไรต่อไป... ซึ่งสุดท้ายแล้วบริษัทนี้ ก็ตอบรับมาในภายหลังจากผมได้งานไปแล้ว

ผมว่าสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องติดตามครับ ที่นี่ อีเมล์จากบริษัทไหนมา ผมจะตามจิกทุกราย หรือแม้ว่า บริษัทไม่ตอบกลับมาเลย แต่เรายังเห็นโฆษณารับสมัครงานลงซ้ำ ก็ยังส่งอีเมล์ไปบอกอีกทีว่ายังสนใจนะ

สุดท้ายแล้ว ผมก้อโชคดีที่มีคนไทยด้วยกันที่ช่วยส่ง CV จนกระทั่งได้เข้าทำงานที่นี่
=====

ขอข้ามมายังปัจจุบัน.... ปัจจุบัน ผมยังคงลง Profile ไว้ในเว็บรับสมัครงาน แต่น่าแปลกใจว่าช่วงนี้กลับมีบริษัทติดต่อเข้ามาเยอะพอสมควร ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ส่งสมัครที่ไหนไปอีกเลย. ผมคิดว่าประเด็นอาจจะมีสาเหตุดังนี้

  1. ก่อนหน้านี้ในเว็บสมัครงาน ผมลง Resume เป็น Attached file ซึ่งทำให้ Search Engine คงทำงานได้ไม่ดีพอในฝั่งผู้จ้างงาน นี่เป็นประเด็นที่ผมลืมนึกถึงไป ดังนั้น ถ้าใครสนใจจะหางาน อย่าขี้เกียจ แค่แนบไฟล์ลงระบบ เค้ามีอะไรให้กรอกข้อมูลลงระบบ ก็เหนื่อยกรอกไปสักหน่อยเถอะครับ น่าจะมีโอกาสได้งานมากขึ้น
  2. Employment Pass (ใบอนุญาตทำงาน) ในขั้นตอนการขอนั้นมีระยะเวลาการรอ ซึ่งบริษัทส่วนมาก พูดง่ายๆว่า ก็ไม่อยากจัดการให้หละ ก็เลยไม่สนพวกที่ยังไม่มี Employment Pass ไปหากินเอากับคนที่มี Employment Pass แล้วดีกว่า เพราะการย้ายงานที่นี่ ขั้นตอนมันง่ายกว่ามาก. ในขั้นตอนขอใบอนุญาตทำงาน นอกจากต้องรอแล้ว ยังมีโอกาสถูก Reject จากกระทรวงแรงงานอีก ทำให้บริษัทไม่อยากลงทุนเหนื่อยสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้

เดี๋ยวก่อน

นี่เป็นประสบการณ์ที่ล้มเหลวนะครับ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องกลัวเช่นเดียวกับผม เพราะหลายคนก็ได้งานสิงคโปร์ตั้งแต่อยู่ที่ไทย และก็มีบริษัทต้องการตัวเป็นจำนวนมาก แต่ CV ผมในช่วงก่อนสมัครงาน ผมทำเป็น Freelance มาถึง 4 ปี... เรียกว่าไงละ บางทีไม่นับประสบการณ์ด้วยซ้ำไป (ผมเองก็เดาเองเออเองว่า น่าจะเหตุผลนี้ด้วยส่วนนึง) ภาษาอังกฤษ ผมไม่คล่องนะครับ ทุกวันนี้ ยังชี้นิ้วสั่งอาหารอยู่เลย (เพราะคนขายพ่นภาษาจีนมา) ตอนมาใหม่ๆ พูดได้เป็นคำๆ ขนาดทำงานแล้ว เพื่อนที่มาเที่ยว ยังรู้สึกอนาถกับภาษาอังกฤษของผมเลย

สำหรับผม ผมก็กะว่า ถึงเราไม่ได้งาน ก็ยังได้เดินเล่นสิงคโปร์ตั้งนานหละหน่า ค่าใช้จ่ายของผมช่วงหางาน ซึ่งสรุปแล้ว ผมอยู่ทั้งหมดสองเดือน ได้งานตอนกลางเดือนที่สอง ใช้เงินสองเดือน 2000$S (เดือนละ 1000$S แบบเที่ยวแล้วด้วยนะ เอ้า แต่ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินนะ) สุดท้ายแล้ว เงินจำนวนนี้ ถ้าหางานได้ ก็น่าจะคุ้มทุนได้ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน ซึ่งก้อไม่ได้ยาวนานอะไรเลย และนี่ก็เป็นเรื่องราวชีวิตผม ระหว่างเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2011 ครับ.

เอาหละครับ ผมทิ้งท้ายไว้ด้วยช่องทางการหางาน

  1. JobsDB ประเทศไทย ที่ระบุว่าทำงาน Oversea ที่ Singapore
  2. JobsDB Singapore
  3. JobsCentral
  4. JobStreets
  5. Monster
  6. สำหรับงานสาย IT ปกติไม่ค่อยมีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์
Filed under: Singapore 3 Comments

Prepare to be the Professional in Singapore

Posted on August 12, 2011

จริงๆ ช่วงมานี่ครั้งแรก ผมได้เขียนเอกสารเก็บไว้ เพราะเห็นว่ามีหลายคนอยากมาสิงคโปร์เหมือนกัน แต่เอกสารนั้นก็ถูกทำลายทิ้งไปเสียก่อน ตอนนี้ คิดว่าจะเขียนบางส่วน ที่จะเป็นประโยชน์กับใครก็ตามที่อยากเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อทำงาน

ทำไมถึงเป็นที่สิงคโปร์

ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของเงิน ที่เมื่อกลับไทยไปแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินไทยได้มากโขอยู่ บ้างก็ว่าจะได้มาเที่ยว (แต่ที่เที่ยวที่นี่ ก็ไม่ได้มากขนาดเที่ยวกันไม่หมดนะ) สำหรับผม ที่นี่ คือจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่มีอะไรหลายๆอย่างผลักดัน ให้มาในเส้นทางนี้

ใครบ้างที่ไม่ควรมาสิงคโปร์

  1. คนที่เบื่อง่าย - สิงคโปร์ ไม่ใหญ่นัก จริงๆ สถานที่เที่ยวที่นี่ ก็ไม่ได้มีมากนัก คนที่นี่นิยมเดินห้างกันในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจะพบผู้คนเป็นล้านอยู่ในห้าง เหมือนตลาดนัดจตุจักร ถ้าชอบท่องเที่ยวไกลๆ เห็นน้ำตก ภูเขา ทิวทรรศที่แปลกตา ... ที่สิงคโปร์ ไม่มีให้
  2. คนที่ชอบงานสบาย - ไม่มีให้ ในสิงคโปร์ สิงคโปร์ จริงๆ ติดในสิบอันดับ ที่เจ้านายใช้แรงงานเยี่ยงทาสมากที่สุดในโลก (แต่แหล่งข่าวจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว)
  3. ชอบอาหารรสจัด - ที่นี่ อาหารจะไม่ค่อยออกรสนัก จริงๆ คือจืดเลยแหละ อาหารแต่ละที่จะคล้ายๆ กัน คือ ประกอบด้วย อาหารอินเดีย มาเลย์ เกาหลี ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ราคาเท่าๆ กันหมด ร้านอาหารหากินไม่ยาก ในแถบที่เป็นโซนที่พัก แฟลต (HDB) มันจะมีศูนย์อาหารอยู่ข้างล่างตึก
  4. มีความเป็นส่วนตัวสูง - เนื่องจากที่นี่ อะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ถ้าเงินเดือน ยังไม่สูงมากนัก ก็คงนิยมอยู่แบบอยู่รวมกับคนอื่น เช่น แฟลต (HDB) ก็จะมีแบบ ห้องน้ำรวม แต่ห้องนอนแยก, ห้องน้ำในตัว แต่ใช้ครัวเดียวกัน จริงๆ ห้องเดี่ยวก็มี แต่ราคาก็ขยับขึ้นมาเช่นกัน
  5. ไม่ชอบขนส่งมวลชน - การเดินทางที่นี่ รถเมล์ และ รถไฟฟ้า เป็นหลัก
  6. ชอบของสด - ผลไม้และอาหารที่นี่ ของสดมี แต่แพงมาก คิดต่อราคา 100 กรัม ผลไม้กระป๋องเลยกลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่ราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ
  7. ไม่อยากมา - อืม ก็ไม่อยากมา แล้วจะมาทำไมละ จริงมั๊ย
หลังจากทำงานมาจะสามเดือน ก็มีเวลาว่างบ้างในช่วงนี้ พอที่จะเขียนนั่นเขียนนี่ ไว้เป็นบันทึก สำหรับใครที่อยากมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน สามารถคำนวณได้คร่าวๆ ดังนี้
  • ค่าที่พัก ประมาณ 500 - 1000 สำหรับห้องเดี่ยว นอนคนเดียว อาจจะมีแชร์ห้องน้ำ (Common Room) หรือ ห้องน้ำในตัว (Master Room) ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยหลักๆ คือแฟลต (HDB)
  • ค่าเดินทาง เที่ยวละ 1-2 $S ~ 100 $S
  • ค่ากิน ศูนย์อาหารนอกห้าง 3 - 7 $S ในห้าง 5 - 15 %S
  • ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ - บางที่จะรวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว เฉลี่ยประมาณ 50$S ต่อหัว
เดือนแรก ค่าใช้จ่ายจะเยอะหน่อย เพราะมีพวกนี้เข้ามา
  • ค่า Agent หาบ้าน -- ถ้าให้ Agent หาบ้านให้ เค้าคิดค่าใช้จ่าย ครึ่งนึง ของราคาเช่าบ้าน
  • ค่ามัดจำบ้าน -- 1 เดือน เท่ากับค่าเช่า ถ้าเช่าทั้งยูนิต ก็มีน่ามัดจำไฟฟ้า น้ำด้วย อีกประมาณ 500$S
  • ค่าสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ถ้าอยู่ HDB กับเจ้าของบ้าน ก็มักจะไม่ต้องซื้ออะไร นอกจากของใช้ส่วนตัว
โดยรวมแล้ว เดือนนึง กินแบบสบายๆ กินบ้านบ้าง ข้างนอกกลางวัน ตอนเย็น รวมๆ แล้วก็ตกเดือนละประมาณ 1,500 $S

รายได้

  • รายได้ในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน แต่ในระดับ Professional (Q1 Visa) จะเริ่มต้นที่ 2,800 $S (Monthly) ยังไม่หักภาษี
  • ภาษี หากทำงานไม่เกิน 183 วัน จะเสียในอัตรา 15% หากอยู่มากกว่านั้น คิดเป็นขั้นบันได (3% เป็นต้นไป)
ในครั้งต่อไป ไว้จะมาเขียนเล่า เกี่ยวกับเรื่องการหางานและการแข่งขัน ช่องทางหางาน
Filed under: Singapore 2 Comments