ภาษีเงินได้
ภาษาเงินได้ของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นสองแบบ แบบที่ 1 คือ Flat-rate อัตราเดียว 15% และ แบบที่ 2 คือภาษีแบบขั้นบันได สองแบบนี้ บังคับใช้ต่างกันอย่างไร
แบบที่ 1 ภาษาอัตรา 15% คงที่ บังคับใช้กับคนที่มาทำงานในสิงคโปร์น้อยกว่า 183 วันครับ (ครึ่งปี) ส่วนแบบที่ 2 คือ ภาษีที่เอาไว้คิดสำหรับ ผู้ที่ทำงานเกิน 183 วันขึ้นไป โดยคิดอัตราเดียวกับคนสิงคโปร์ สูตรดูเหมือนจะง่ายนิดเดียวเท่านั้นเอง ปัญหาคงจะไม่เกิด ถ้าผมไม่ออกจากที่ทำงานแรกก่อน 183 วัน. แล้วที่นี้ถ้าออกก่อนละ จะคำนวณภาษีกันยังไงละทีนี้. เพื่อแก้ข้อสงสัย ก็เลยโทรไปสอบถามที่ IRAS (หน่วยงานที่ดูแลภาษีเงินได้) และก็ได้คำตอบมาดังนี้
ถ้าเรามาท่องเที่ยวก่อนแล้วก็ออกประเทศไป เสร็จแล้วได้งานที่แรกก็เริ่มมาทำ จะคำนวณวันอย่างไร
สำหรับผม ผมมาเที่ยวช่วง 29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011 (จริงๆ ก็คือมาหางานนั่นแหละ) แล้วก็ออกนอกสิงคโปร์วันที่ 27 ก่อนที่จะกลับเข้ามาทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2011. ทาง IRAS ก็ให้คำตอบว่า สำหรับบริษัทแรกนั้น ให้คิดระยะเวลาที่ ตัวอยู่สิงคโปร์ หรือ ทำงานสิงคโปร์ ดังนั้น ในกรณีผม จึงคำนวณได้ว่า ระยะเวลาที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ = ระยะเวลา (29 มีนาคม 2011 ถึง 27 พฤษภาคม 2011) + (1 มิถุนายน 2011 - 31 ตุลาคม 2011) = 213 วัน ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคม 2011 เป็นวันที่ผมจะออกจากบริษัทแรก ดังนั้นเมื่อเกิน 183 วัน ผมจึงได้สิทธิคำนวณภาษีเงินได้แบบ Resident Rate (ภาษีแบบขั้นบันใด ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า)
ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า ระยะเวลาผมมาทำงานเลย แล้วออกก่อน 183 วันละ จะทำอย่างไร?
ในกรณีนี้ เมื่อออกจากบริษัทแรก บริษัทแรกจะต้องทำการเคลียร์ภาษีเงินได้ก่อนเราออกนอกประเทศ ซึ่งการออก จะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน เงินเดือนสุดท้ายจะถูก Hold เอาไว้ก่อน จนกว่าทาง IRAS จะตอบบริษัทกลับมาเพื่อทำการหักภาษีเงินได้ดังกล่าวให้เรียบร้อย ถ้าหักภาษีเงินได้ไม่เรียบร้อย จะไม่มีสิทธิออกนอกประเทศ ยกเว้นจะขอหนังสือจาก IRAS มา และเนื่องจากทำงานไม่ครบ 183 วัน ดังนั้น บริษัทแรก จะต้องทำการหักภาษีไว้ 15% ของเงินได้ ซึ่ง เมื่อเรากลับมาเข้าทำงานบริษัทที่สองที่สิงคโปร์ จนนับระยะเวลาอยู่สิงคโปร์ ได้เกิน 183 วัน จึงจะทำเรื่องแจ้งเปลี่ยนสถานะจาก Non-resident -> Resident ได้ โดยใช้เอกสารประกอบคือ สัญญาจ้างงาน และ Employment Pass ของที่ทำงานใหม่ ไปที่สำนักงานของ IRAS ยื่นเอกสารแบบฟอร์ม
ทีนี้ ระหว่างช่วงที่ผมออกจากบริษัทที่ 1 แล้วบินกลับไทย ก่อนจะกลับมาทำงานต่อละ จะคิดวันหรือไม่
ในกรณีนี้ IRAS ให้คำตอบว่า จะคิดจำนวนวันเมื่ออยู่ในระหว่างจ้างงานเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผมออกนอกประเทศเมื่อหมดสัญญาจ้าง จึงไม่นับวันช่วงที่ไม่อยู่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ภาษีเงินได้ เป็นภาษีที่ไม่ขึ้นอยู่กับบริษัท ดังนั้น เมื่อเข้าทำงานบริษัทที่ 2 จำนวนวันก็จะนับต่อไป เป็น จำนวนวันที่ทำงานในสิงคโปร์ ในปีนั้นๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีข้อยกเว้นหน่อยนึง คือ ถ้าสมมุติว่า เราต้องออกจากสิงคโปร์ระหว่างการจ้างงานเป็นระยะเวลามากกว่าสามเดือน ทางสิงคโปร์เองก็จะสั่งให้บริษัทเคลียร์จัดการเรื่องภาษีให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
ชื่นชมว่าการติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านภาษี ให้คำตอบเป็นอย่างดีทั้งทางอีเมล์และทางโทรศัพท์ ไม่มีทำเสี่ยงบ่นหรือเบื่อเลย แม้ว่าจะฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ให้พูดใหม่อยู่หลายครั้ง พูดไม่รู้เรื่องอยู่หลายครั้ง ดังนั้น หากใครมีปัญหาเรื่องภาษี ก็สามารถโทรไปถามได้เลย ส่วนทางอีเมล์ต้องรอคำตอบประมาณ 3-5 วันทำการ) ภาษีแบบขั้นบันได [รายละเอียด]
Resume and CV in my opinion
มาถึงเรื่องของสำคัญที่ใช้ในการสมัครงานการบ้าง ในตอนนี้ จะพูดในมุมมองของผมนะครับ ความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร คงต้องให้คนที่เป็น HR ช่วยเข้ามาให้ความเห็น.
Resume != CV
ความเข้าใจคนทั่วไปคือสองสิ่งนี้เหมือนกัน แต่ภายหลังจากค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ แตกต่างกัน. Resume นั้นใช้สำหรับสรุปประวัติชีวิต จบอะไรมา เคยทำงานที่ไหน จบพอ แค่นั้น เท่าที่ทราบจากเอกสารบางแห่ง Resume จะใช้กับงานสมัครงานสำหรับคนที่จบใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนที่มีประสบการณ์ทำงาน จะใช้ CV ในการสมัครงาน ซึ่ง CV จะเหมือนเรื่องราวว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง
ถ้าพูดให้เข้าใจมากขึ้นคือ CV จะลงรายละเอียดมากกว่า Resume ในขณะที่ Resume ความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า. CV กลับมีความยาวได้มากประมาณ 3-4 หน้า แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ดัชนีที่ชี้วัดถึงสิ่งที่เราทำ ดัชนีความสำเร็จ และ การแปลงความเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งการเขียน CV/Resume และการสัมภาษณ์งาน
ผมทำงานเก่งครับ
คำๆ นี้ ใครๆก็พูดได้ แต่ในมุมมองของคนจ้างงาน คงอยากจะถามว่าไอ้ที่ว่าเก่งหนะ มันเก่งยังไง... ดังนั้น แทนที่จะเขียนว่าทำงานเก่ง ก็เปลี่ยนเป็น งานสามารถส่งมอบตามระยะเวลาที่ได้รับมอบหมาย 99% ในปี 2010
หน้าที่
ผมทำงานเป็น QA หน้าที่คือ การันตีว่าโค้ดที่ส่งออกไปมีคุณภาพ (เอ้า แล้วคำว่าคุณภาพอะ มันเป็นยังไง) ... อาจจะเปลี่ยนใหม่ได้มั๊ยเป็น Technical Support ได้รับรายงานปัญหาความผิดพลาดของโปรแกรมระดับ Crtical ลดลง 45% เทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า
เขียนโปรแกรมอย่างเทพ (เอ้า แล้วมันเทพยังไง) เขียนโปรแกรม โดยไม่พบรายการบักระดับ Critical ภายหลังส่งมอบงานให้ลูกค้า เป้นระยะเวลา 1 ปี
ประสิทธภาพการทำงานดีเยี่ยม (เหรอ แล้วเชื่อได้ไงอะ) -> ผลจากการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน Manager ได้รายงานในระดับ ดีเยี่ยม ในเรื่องความรวดเร็ว เมื่อเทียบกับ 100 คนในตำแหน่งเดียวกัน
ผมประสานงานเก่ง มีประสบการณ์มานาน (เหรอ ประสานงานเก่งยังไงอะ? ) -> ประสานงาน มากกว่า 10 ทีมภายในองค์กร โดยได้รับเสียงข้างมากให้ดูแลปัญหาในขั้นตอนการส่งมอบงาน
ผมทนต่อแรงกดดัน -- Be able to work under pressure ครับ (เหรอ ทนยังไงอะ) -> ภายใต้แรงกดดันในระยะเวลาที่ต้องทำงานให้เสร็จ ผมสามารถส่งมอบงานทันเวลา, สามารถรับสายลูกค้าที่โกรธเมื่อส่งมอบงานช้า ให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้นได้
ตัววัด
ผมเชื่อครับว่า เราต่างเขียนว่าเราทำอะไรบ้าง ในตำแหน่งปัจจุบันที่เราทำ แต่การที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ ผมเองก็เชื่อว่าจะทำให้ CV นั้น มีความน่าสนใจมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะเขียนว่าเราทำอะไรได้บ้าง ลองเปลี่ยนใหม่เป็น ดูว่า สิ่งที่เราทำนั้น มันมีอะไรที่เป็นตัวชี้วัด ว่างานเรามีคุณภาพ แล้วระบุลงไป น่าจะช่วยสร้างลักษณะทางนามธรรมให้เป็นรูปร่างมากขึ้น
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขียนกันอย่างไร แต่ปัจจุบัน ผมจะมี Master CV ฉบับนึง ที่บรรจุสิ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดไว้ ในตำแหน่งต่างๆ เมื่อจะสมัครงานบริษัทใด ก็จะดู Requirement แล้วจึงตัดทุกอย่างออกเหลือเฉพาะ คำพูดที่ตรงกับตำแหน่งงาน ตาม Requirement ที่ HR ได้เขียนเอาไว้
และนี่ก็เป็นเรื่องราวสไตล์การเขียน CV ของผม... ใครมีสไตล์การเขียนแบบอื่นที่แตกต่างอย่างไร หรือมีมุมมองที่แตกต่างไปจากผม อย่าลืมมาแชร์กันนะครับ.